งานฉาว “สร้างสายส่งไฟฟ้า ปัตตานี มูลค่า 125 ล้านบาท” ของ กฟภ. ที่ลากยาวมาตั้งแต่ปี 2558-2564 ยังไม่จบ กระทรวงการคลังออกคำสั่งแล้วให้บริษัท บูรพา เทคนิคอลฯ พร้อม 6 ผู้บริหาร “เป็นผู้ทิ้งงาน”ขณะที่ ผู้บริหาร บูรพาฯ ร่อนหนังสือแจงผู้ถือหุ้น พร้อมร้องขอความเป็นธรรม อ้างการพลิกกลับลำ ขัดกฎหมาย เพราะเรื่องปิดจบไปนานแล้ว
- เปิดคำสั่งคลัง บูรพาฯ เป็นผู้ทิ้งงาน
งานจ้างเหมาก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควี ช่วงสถานีไฟฟ้าปัตตานี 2 – สถานีไฟฟ้าสายบุรี จังหวัดปัตตานี วงเงิน 125 ล้านบาทในความรับผิดชอบของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่ตกเป็นเรื่องอื้อฉาวถึงความไม่ชอบมาพากลที่สมาพันธ์นักข่าว (ประเทศไทย) ได้ติดตามและนำข้อมูลมาตีแผ่ต่อสาธารณชนมาอย่างต่อเนื่อง จนเรื่องได้เข้าสู่การร้องเรียนไปยังสำนักงานป้องกันแบะปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) แล้ว ขณะที่ ด้าน กฟภ. เองก็พลิกกลับ หันมาแจงข้อมูลส่งกระทรวงการคลัง ให้คู่สัญญาบริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง เป็นผู้ทิ้งงาน ตามที่ได้นำเสนอไปแล้วนั้น
เมื่อวันที่ 16 สิงหาคม 2564 สมาพันธ์นักข่าว (ประเทศไทย) ได้รับแจ้งเป็นที่แน่ชัดแล้วว่า กระทรวงการคลังได้ออกคำสั่ง ที่ 1399/2564 เรื่อง การสั่งให้บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทิ้งงานแล้ว เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 ลงนามโดยนายประภาศ คงเอียด อธิบดีกรมบัญชีกลาง ปฏิบัติราชการแทน ปลัดกระทรวงการคลัง โดยมีเนื้อหาของคำสั่งระบุว่า
“ด้วยการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค แจ้งชื่อ บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ทะเบียนนิติบุคคลเลขที่ 0107552000014 เป็นผู้ทิ้งงานของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ในงานจ้างเหมาก่อสร้างสายส่งระบบ 115 เควีช่วงสถานีไฟฟ้าปัตตานี 2 – สถานีไฟฟ้าสายบุรี จังหวัดปัตตานี เป็นเงินจำนวน 125 ล้านบาท ตามสัญญาเลขที่ จ.ป.218/2558 ลงวันที่ 16 พ.ย. 2558 เนื่องจากบริษัทฯ เป็นคู่สัญญาของหน่วยงานของรัฐไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร
ปลัดกระทรวงการคลัง อาศัยอำนาจตามมาตรา 109 วรรคสอง แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ตามมาตรา 29 วรรคหนึ่ง (5) แห่งพระราชบัญญัติฯ เห็นว่า กรณีนี้ภายหลังลงนามในสัญญา การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.)ได้ส่งมอบพื้นที่ให้บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เริ่มดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่ได้รับหนังสืออนุญาตไปก่อน หากได้รับหนังสืออนุญาตเพิ่มเติมจะแจ้งให้ทราบภายหลัง ต่อมา กฟภ. มีหนังสือแจ้งให้บริษัทฯ เร่งจัดทำแผนก่อสร้าง พร้อมทั้งให้บริษัทฯ รายงานผลความคืบหน้าทุกเดือน และหากมีเหตุการณ์ความไม่ปกติให้บริษัทฯ รีบทำหนังสือขอสงวนสิทธิ์แจ้ง กฟภ. ทันที พร้อมทั้งให้บริษัทฯ ปรับแก้ไขรายละเอียดแบบก่อสร้างให้เรียบร้อย แล้วนำส่ง กฟภ.เพื่อขออนุมัติ”
- ขยายเวลารอบแรก 60 วัน
ข้อมูลคำสั่งของกระทรวงการคลัง ระบุต่อไปว่า“บริษัทฯ ได้มีหนังสือแจ้งนัดตรวจรับงานครั้งที่ 1 ซึ่ง กฟภ. ได้ตรวจรับงานครั้งที่ 1 แล้ว และให้บริษัทฯ นำเสนอวิธีการที่จะสามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จตามแผนใหม่ บริษัทฯ ได้นำส่ง Shop Drawing โดย กฟภ. ได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่า มีความเหมาะสมสามารถก่อสร้างได้ ต่อมาบริษัทฯ ได้มีหนังสือแจ้งนัดตรวจรับงานครั้งที่ 2 และขอขยายเวลาสัญญา จำนวน 60 วัน กฟภ. ได้ตรวจรับงานครั้งที่ 2 แล้ว และแจ้งให้บริษัทฯ นำส่งเอกสารรับรองจากหน่วยงานราชการเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาขยายระยะเวลาสัญญา เนื่องจากบริษัทฯดำเนินการล่าช้า กฟภ. จึงได้มีหนังสือให้บริษัทฯ นำเสนอวิธีการทำงานให้แล้วเสร็จ และบริษัทฯ ได้มีหนังสือขอขยายระยะเวลาก่อสร้าง กรณีน้ำท่วมพื้นที่ก่อสร้าง กรณีเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่จังหวัดปัตตานี
กฟภ. ได้มีหนังสือแจ้งค่าปรับ และให้บริษัทฯ นำส่งรายงานความก้าวหน้าของงาน แต่บริษัทฯ เพิกเฉย กฟภ. จึงแจ้งให้บริษัทฯ เข้าร่วมประชุมติดตามการทำงาน และเร่งรัดให้บริษัทฯ นำส่งรายงานเพื่อใช้ประกอบการอนุมัติขยายระยะเวลาส่งมอบงาน ต่อมาบริษัทฯ ได้มีหนังสือขอขยายระยะเวลาก่อสร้าง เนื่องจากความไม่สงบในพื้นที่ก่อสร้าง และนำส่งรายงานประจำเดือนเพื่อประกอบการขยายระยะเวลาสัญญา บริษัทฯ ได้มีหนังสือแจ้งให้ กฟภ. ตรวจรับงานครั้งที่ 3 ซึ่ง กฟภ. ได้มีการตรวจรับงานครั้งที่ 3 แล้วเสร็จ แต่บริษัทฯ ดำเนินการล่าช้ากว่าแผนงาน กฟภ. จึงแจ้งให้บริษัทฯ จัดทำแผนการก่อสร้าง พร้อมหนังสือชี้แจง
- ขอขยายเวลารอบที่สอง120+30 วัน
คำสั่งระบุต่อไปว่า “บริษัทฯ ได้มีหนังสือขอขยายระยะเวลาก่อสร้างอีกครั้ง เนื่องจากน้ำท่วมบริเวณก่อสร้าง ซึ่ง กฟภ. อนุมัติขยายเวลาก่อสร้างให้บริษัทฯ จำนวน 120 วัน และ บริษัทฯ ได้มีหนังสือให้ กฟภ. ตรวจรับงานครั้งที่ 4 และ 5 ซึ่ง กฟภ. ได้ตรวจรับงานครั้งที่ 4 และ 5 เรียบร้อยแล้ว เมื่อครบกำหนดส่งมอบงานตามระยะเวลาที่ขยายเพิ่มเติม บริษัทฯ ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้แล้วเสร็จได้ กฟภ. ได้มีหนังสือเร่งรัดให้บริษัทฯ ดำเนินการก่อสร้างในส่วนที่เหลือให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน แต่ บริษัทฯ ไม่สามารถดำเนินการให้แล้วเสร็จได้ ซึ่ง กฟภ. พิจารณาแล้วเห็นว่า บริษัทฯ ไม่สามารถปฏิบัติงานตามสัญญาต่อไปได้ เนื่องจากไม่สามารถเชื่อมต่อระบบได้ตามแผนงาน เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย กฟภ. จึงบอกเลิกสัญญา”
“เมื่อเปิดโอกาสให้ชี้แจงเหตุผล บริษัทฯ ชี้แจงว่า บริษัทฯ ไม่สามารถเข้าทำงานในพื้นที่ได้ทันทีหลังจากลงนามในสัญญา การส่งมอบพื้นที่ได้ส่งมอบเพียงบางส่วน อีกทั้งพื้นที่ก่อสร้างมีความซับซ้อน และมีความยากในการเข้าถึงพื้นที่มากกว่าพื้นที่ที่เคยดำเนินในโครงการอื่น ซึ่งในระหว่างก่อสร้างได้เกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ทำให้มีน้ำท่วมขัง ส่งผลให้บริษัทฯ ไม่สามารถเข้าทำงานในพื้นที่ได้ อีกทั้งการปักเสาไฟฟ้าขนาดใหญ่ ต้องมีการพาดสายนส่งฟ้าแรงสูง มีงานขุด งานตัด และงานติดตั้งในที่สูงเหนือต้นไม้ โดยพนักงานต้องทำงานกลางแจ้งและอยู่บนที่สูง หากมีเหตุการณ์ฝนฟ้าคะนองย่อมมีความเสี่ยง รวมทั้งเครื่องจักรขนาดใหญ่ไม่อาจเข้าทำงานได้ เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ลาดเอียง อีกทั้งทุกครั้งที่เกิดความไม่สงบ จะส่งผลต่อการทำงานของบริษัทฯ เพราะพนักงานและบริษัทฯ เกิดความวิตกกังวลเรื่องความปลอดภัย เป็นเหตุให้พนักงานของบริษัทฯ มีการหยุดงานและลาออกจำนวนมาก ส่วนการเปลี่ยนแปลงการก่อสร้างและเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องหลายรายการ กรณีนี้ต้องใช้เวลาเพิ่มในการดำเนินการเปลี่ยนแปลงสาระสำคัญของแบบ และการแจ้งให้หยุดงานช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งบริษัทฯ ได้แจ้งเหตุดังกล่าวให้ กฟภ. ทราบแล้ว แต่ กฟภ. ไม่เคยพิจารณาขยายระยะเวลาให้กับบริษัทฯ”
- เหตุผลไม่อาจรับฟังได้
คำสั่งกระทรวงการคลัง ยังระบุถึงการพิจารณาของ กฟภ. ด้วยว่า “กฟภ.พิจารณาข้อชี้แจงดังกล่าวแล้ว ไม่อาจรับฟังได้ เนื่องจาก กฟภ. ได้ส่งมอบพื้นที่ให้บริษัทฯ โดยให้เริ่มดำเนินการในส่วนที่ได้รับอนุญาตจากกรมทางหลวงเรียบร้อยแล้วไปก่อน ส่วนที่เหลือเมื่อได้รับอนุญาตแล้วจะแจ้งให้บริษัทฯ ทราบภายหลัง ซึ่ง กฟภ. ได้ดำเนินการขออนุญาตทั้งหมด 9 ช่วง ได้รับอนุญาตแล้ว 5 ช่วง ต่อมาได้แจ้งอนุญาตเพิ่มอีก 3 ช่วง ขาดอีก 1 ช่วง ซึ่งบริษัทฯ สามารถดำเนินการก่อสร้างได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนการขยายเวลาการทำงานกรณีมีภัยธรรมชาติ ฝนตกน้ำท่วม กฟภ. ได้ขยายเวลาก่อสร้างแล้วจำนวน 120 วันตามมติคณะรัฐมนตรี เรื่อง การให้ความช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอันเนื่องมาจากเหตุอุทหภัยในภาคใต้ ส่วนเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดปัตตานี เหตุการณ์ที่บริษัทฯ แจ้งอยู่นอกพื้นที่โครงการ การแก้ไขแบบก่อสร้าง ได้มีการแก้ไขปรับเปลี่ยนแบบ ซึ่งบริษัทฯ ยังสามารถดำเนินการก่อสร้างในพื้นที่อื่นได้”
“เมื่อ กฟภ. บอกเลิกสัญญา ผลการดำเนินการก่อสร้างยังดำเนินการไม่ถึงพื้นที่ดังกล่าว ส่วนการแจ้งให้หยุดงานเทศกาลสงกรานต์ บริษัทฯ ไม่ได้ส่งหนังสือขอสงวนสิทธิ์ช่วงเวลาดังกล่าวให้ กฟภ.พิจารณา ดังนั้นพฤติการณ์ของบริษัทฯ จึงถือได้ว่าเป็นคู่สัญญาของหน่วยงานรัฐ ไม่ปฏิบัติตามสัญญาโดยไม่มีเหตุผลอันสมควร อยู่ในหลักเกณฑ์การลงโทษให้เป็นผู้ทิ้งงาน ตามมาตรา 109 วรรคหนึ่ง (2) แห่งพระราชบัญญัติฯ จึงมีคำสั่งให้บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทิ้งงาน”
- คลังเปิดโอกาสอุทธรณ์
“ทั้งนี้ บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ฯ มีสิทธิอุทธรณ์ต่อปลัดกระทรวงการคลัง โดยให้ทำเป็นหนังสือระบุข้อโต้แย้งและข้อเท็จจริง หรือข้อกฎหมายที่อ้างอิงประกอบด้วย ส่งไปยังกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ถนนพระรามที่ 6 แขวงพญาไท เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร 10400 ทางไปรษณีย์ลงทะเบียน หรือยื่นด้วยตนเอง ภายใน 15 วัน นับแต่วันที่บริษัทฯ ได้รับแจ้งคำสั่ง ตามมาตรา 44 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539” คำสั่งดังกล่าวระบุในตอนท้าย


- 6 ผู้บริหารบรูพาฯ โดนแจ้งเป็นผู้ทิ้งงานด้วย
อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจากคำสั่งดังกล่าวแล้ว กระทรวงการคลังยังออกคำสั่งที่มีเนื้อหาเดียวกันนี้ ระบุให้บุคคลอีก 6 คน
ซึ่งเป็นผู้บริหารที่กระทรวงการคลังมองว่าเป็นผู้เกี่ยวข้อง ตกเป็นผู้ทิ้งงานด้วย ได้แก่ นายไรวินท์ เลขวรนันท์ ตามคำสั่งที่ 1400/2564 นายชานนท์ พฤกประสงค์ ตามคำสั่งที่ 1401/2564 นางสาวขนิษฐา ฤทธิ์เพชร ตามคำสั่งที่ 1402/2564 นางสาวประไพ พิมพา ตามคำสั่งที่ 1403/2564 นางสาววราลี เลขวรนันท์ ตามคำสั่งที่ 1404/2564 นางสาวชุติกา สุทธิกาญจนังกูร ตามคำสั่งที่ 1405/2564 โดยจากรายงานประจำปี(Annual Report)2020 ของบริษัท บูรพา เทคนิคอลฯ (https://ete.listedcompany.com/misc/ar/20210328-ete-ar2020-th.pdf)ระบุตำแหน่งไว้ดังนี้ (นายชานนท์ พฤกประสงค์ บริษัท บุรพา เทคนิคอลฯได้แจ้งการลาออกจากการเป็นกรรมการไปยังตลาดหลักทรัพย์ฯ เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2562)

- บูรพาฯ ขอความเป็นธรรม
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้เมือนประมาณวันที่ 13 สิงหาคม 2564 มีการเผยแพร่ข่าวสารจากสื่อมวลชนหลายสำนัก ระบุ บริษัท บูรพา เทคนิคอลฯ ได้ออกหนังสือแจงผู้ถือหุ้นต่อกรณีดังกล่าวที่เกิดขึ้น เนื่องจากถูกสอบถามกันเข้ามามากว่า
บริษัทฯได้รับจ้างกับการไฟฟ้าฯในโครงการนี้ต่อมาเมื่อถูกบอกเลิกสัญญาจ้าง บริษัทถูกเรียกชี้แจงซึ่งบริษัทได้ชี้แจงแสดงเหตุผลครบถ้วน และบริษัทฯได้จ่ายค่าปรับและค่าเสียหายไปร่วม 26 ล้านบาท ให้การไฟฟ้าฯแล้ว ภายหลังการพิจารณาเสร็จสิ้น การไฟฟ้าฯได้แจ้ง หนังสือ ที่ มท.5306.20/56023 ลงวันที่ 13 ธันวาคม 2562 เรื่อง หนังสือแจ้งผลการพิจารณาลงโทษเป็น ผู้ทิ้งงาน ให้บริษัทฯทราบว่าบริษัทฯได้รับยกเว้นไม่ต้องถูกลงโทษเป็นผู้ทิ้งงาน เพราะบริษัทฯไม่ได้จงใจที่จะทำงานให้เกิดความเสียหายแก่การไฟฟ้าฯ กระบวนการพิจารณาลงโทษให้เป็นผู้ทิ้งงานของโครงการนี้ จึงต้องปิดกระบวนการลงโดยสมบูรณ์ตามกฎหมายและระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกประการ
เมื่อมีข่าวเสนอข้อมูลว่า การไฟฟ้าฯได้กลับลำความเห็นแล้วส่งเรื่องพิจารณาลงโทษให้บริษัทฯเป็นผู้ทิ้งงานมาถึงปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อพิจารณาลงโทษให้บริษัทฯให้เป็นผู้ทิ้งงานอีกครั้งในโครงการเดียวกัน ทั้งที่เรื่องปิดลงโดยสมบูรณ์แล้ว บริษัทฯเห็นว่าการกระทำของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเป็นการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย บริษัทฯจึงจะไปยื่นหนังสือถึงปลัดกระทรวงการคลัง เพื่อขอความธรรมไม่ให้รับเรื่องไว้พิจารณาต่อไป ในวันศุกร์ที่ 13 สิงหาคม 2564 ลงนามโดยนายไรวินท์ เลขวรนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร
ส่วนเรื่องจะลงเอยอย่างไร ทั้งการอุทธรณ์และการสอบสวนของ ป.ป.ช. คงต้องติดตามกันต่อไป …

ทีมข่าวสมาพันธ์ฯ
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง
- พิลึก ! เอกชนทิ้งงาน กฟภ. กลับได้รับงานใหม่ ที่ใหม่ แถมออกหนังสือชุบตัว ?
- พิรุธ !!! ยกเลิกคุณสมบัติเอื้อใคร…?
- (คลิป) สายส่งไฟฟ้า ปัตตานี 125 ล้าน ถึงมือ ป.ป.ช. “ศรีสุวรรณ” ตั้งแท่น ส่งข้อมูลสอบ 5 บิ๊ก กฟภ.
- เปิด บทสรุป “ไทม์ไลน์ กฟภ.”“ความลับไม่มีในโลก”
- ปิดฉากงานฉาวโฉ่ สร้างสายส่ง ปัตตานี 125 ล้าน จนด้วยหลักฐาน-ข้อเท็จจริง !!? กฟภ. กลับลำ แจ้งคลัง “บูรพาฯ เป็นผู้ทิ้งงาน” แล้ว !!










