วันอังคาร 23 มิถุนายน 2026
หน้าแรก การเมือง ผลสอบ กฟภ. เอกชนทิ้งงาน สถานีไฟฟ้าปัตตานี 2 โบ้ยแพะรับบาป โครงการเจ๊ง แตไม่พบความเสียหาย!?

ผลสอบ กฟภ. เอกชนทิ้งงาน สถานีไฟฟ้าปัตตานี 2 โบ้ยแพะรับบาป โครงการเจ๊ง แตไม่พบความเสียหาย!?

365

โครงการฉาว “จ้างเหมาก่อสร้างสายส่ง ระบบ 115 เควี ช่วง สถานีไฟฟ้าปัตตานี 2 – สถานีไฟฟ้าสายบุรี จ.ปัตตานี มูลค่า 125 ล้านบาท” เป็นมหกาพย์รากยาวที่การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ไฟเขียวให้บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เข้ามาดำเนินการก่อสร้างตั้งแต่ปี 2558 แต่ก็ไม่สำเร็จ จนเกิดเป็นเรื่องเป็นราว พลิกไปพลิกมา รากยาวมาถึงปี 2565 ด้วยป้ายสุดท้าย คือ คำสั่งกระทรวงการคลังที่ 204/2565 ลงวันที่ 31 มกราคม 2565 ให้ยกเลิกคำสั่งเดิม (ประกาศกระทรวงการคลังที่ 1399/2564 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2564) ที่ให้บริษัท บูรพาฯ เป็นผู้ทิ้งงาน กลับเป็นผู้ไม่ทิ้งงาน

สมาคมสมาพันธ์นักข่าวแห่งประเทศไทย ได้นำเสนอเรื่องนี้มาอย่างต่อเนื่อง หลังมีการพบว่า บริษัท บูรพาฯ แห่งนี้ถูกยกเลิกสัญญาจ้าง แต่กลับไม่มีการนำเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณาเป็นผู้ทิ้งงาน ฯลฯ

(ข่าวที่เกี่ยวข้อง) “บูรพาฯ ทิ้งงาน” หรือไม่? ขยายวง ส.ว.รับลูก เรียกผู้ว่าฯ กฟภ.ชี้แจ้ง

ล่าสุด สมาคมสมาพันธ์นักข่าวฯ ได้รับข้อมูลมาชิ้นหนึ่ง จำนวน 38 หน้า ซึ่งเป็นรายงานของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงของ กฟภ. ที่ตั้งขึ้นมาภายหลังคำสั่งของกระทรวงการคลัง ที่ให้เพิกถอนบริษัท บูรพาฯ ออกจากการเป็นผู้ทิ้งงาน เพื่อรวบรวมข้อมูลส่งกลับมาให้คณะกรรมการ กฟภ. โดยมีเป้าการสอบหาข้อเท็จจริง 3 เรื่องด้วยกันคือ  1. ระหว่างปี 2562-2564 เหตุใดจึงไม่มีการดำเนินการในช่วงเวลาดังกล่าว 2. ให้รวบรวมคำชี้แจงของบริษัท บูรพาฯ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องที่มีสาระสาคัญ ซึ่งส่งผลให้กรมบัญชีกลางมีคำสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้ทิ้งงาน และ 3. กฟภ.ควรอุทธรณ์คำสั่งเพิกถอนบริษัท บูรพาฯ ออกจากการเป็นผู้ทิ้งงานหรือไม่ เพราะส่งผลต่อภาพลักษณ์ของ กฟภ.

สมาคมสมาพันธ์นักข่าวฯ พบความน่าฉงนและข้อมูลเพิ่มเติม 2-3 ประเด็น ที่ต้องบอกว่า “ขึ้นต้นเป็นลำไม่ไผ่ แต่พอเหลาลงไปกลายเป็นบ้องกัญชา” จริงๆ

รายงาน 38 หน้าดังกล่าวนี้ มีรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่ก็พอจะไล่เรียงให้เห็นก็คือ คณะกรรมการฯ เริ่มต้นรายงานข้อมูลตั้งแต่การยกเลิกสัญญา มาสู่การพิจารณาไม่ลงโทษเป็นผู้ทิ้งงาน – การพิจารณาใหม่ให้เป็นผู้ทิ้งงาน – การส่งเรื่องให้กรมบัญชีกลางพิจารณาเป็นผู้ทิ้งงาน – การอุทรธณ์ของบริษัท บูรพาฯ – การเข้าให้ข้อมูลต่อกรมบัญชีกลาง – ข้อมูลใหม่ของกรมบัญชีกลาง – ความเห็นในประเด็นข้อเท็จจริงใหม่ – การพิจารณาควรอุทธรณ์คำสั่งหรือไม่ และมาลงท้ายที่น่าจะเป็นบทสรุปก็คือ ข้อเสนอของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงนั่นเอง

“จากผลของการสอบข้อเท็จจริง คณะกรรมการสบบข้อเท็จจริงพิจารณาแล้วเห็นว่า ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาลงโทษให้บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทิ้งงาน มีการปฏิบัติงานที่ขาดความรอบคอบ โดยไม่ศึกษากฎหมาย ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติ ที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาลงโทษเป็นผู้ทิ้งงานให้ละเอียดและเกิดความเข้าใจก่อนที่ปฏิบัติงาน จึงทำให้การดำเนินการพิจารณาลงโทษเป็นผู้ทิ้งงานไม่ครบถ้วนตามขั้นตอนที่ระเบียบและแนวทางปฏิบัติกำหนดในครั้งแรก และการพิจารณาให้ความเห็นในเบื้องต้นไม่สอดคล้องกับกฎหมายและมติ ครม.ที่เกี่ยวข้อง ….”

“ดังนั้น คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง จึงเห็นควรให้ผู้บังคับบัญชาของนายสามารถ ซื่อสัตย์ (ผชช.13 สรก. (วศ)) และนายสมโชค บุญชัยศรี (รฝ.บก.1) ตักเตือนบุคคลดังกล่าว ให้ปฏิบัติงานให้ละเอียดรอบคอบ และเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง รวมถึงเห็นควรให้ กฟภ. ทำหนังสือแจ้งเวียนกำชับให้ทุกหน่วยงานดำเนินการเกี่ยวกับการพิจารณาลงโทษเป็นผู้ทิ้งงานให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ และแนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ในลักษณะนี้อีก”

ใช่ครับ … นี่เป็นข้อความในส่วนของข้อเสนอของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ที่มีตัวละครโผล่ขึ้นมาใหม่ที่ไม่ใช่ผู้บริหารระดับสูงในมหากาพย์นี้ ก็คือ นายสามารถ ซื่อสัตย์ (ผชช.13 สรก.(วศ)) และนายสมโชค บุญชัยศรี (รฝ.บก.1) ที่ในรายงงานระบุเป็นเจ้าหน้าหัวหน้างานที่เป็นหน่วยงานเจ้าของเรื่อง

ที่ว่าน่าแปลกใจก็คือ รายงานฉบับนี้ มุ่งค้นหาข้อมูลที่ส่งผลต่อคำสั่งเพิกถอนรายชื่อจากการเป็นผู้ทิ้งงาน แต่จากรายงานชุดเดียวกันนี้ ชัดเจนว่า ทั้งนายสามารถ ซื่อสัตย์ และนายสมโชค บุญชัยศรี ทั้งสองบุคคลเป็นผู้มีความเห็นบริษัท บูรพาฯ ไม่เป็นผู้ทิ้งงาน มาตั้งแต่ต้น บทสรุปที่ว่า ผู้ปฏิบัติงานที่เกี่ยวข้องกับการพิจารณาลงโทษให้บริษัท บูรพาฯ เป็นผู้ทิ้งงาน มีการปฏิบัติงานที่ขาดความรอบคอบ จึงเสมือนเป็นจับแพะมาโบ้ยความผิดไปเสียเฉยๆ

 

นอกจากนี้ ยังพบว่า การพิจารณาให้บริษัทฯ เป็นผู้ทิ้งงาน มีการส่งเรื่องให้กองนิติกรรม  (กนต.)ของ กฟภ.ให้ความเห็นถึง 2 ครั้ง ครั้งแรกเมื่อ 7 มี.ค. 2562 เข้าข่ายเป็น “ผู้ทิ้งงาน” ส่งผลให้มีการยืนหนังสือแจ้งปลัดกระทรวงการคลัง แต่กรมบัญชีกลางส่งเรื่องคืน เพื่อให้ กฟภ.เปิดโอกาสให้บริษัท บูรพาฯ ชี้แจงเหตุผลข้อเท็จจริงก่อนการพิจารณา และเมื่อ กฟภ.พิจารณาไม่เป็นผู้ทิ้งงานเมื่อวันที่ 13 ธ.ค. 2562 จึงไม่ได้ส่งหนังสือกลับ

ครั้งที่สองเมื่อวันที่ 10 ก.ค. 2564 โดยรายงานระบุ ภายลังเมื่อสำนักข่าวอิศราตีข่าว กฟภ.บอกเลิกสัญญากับบริษัท บูรพาฯ แล้วไม่ดำเนินการลงโทษเป็นผู้ทิ้งงาน ส่งผลให้ ผู้ว่าฯ กฟภ.ขณะนั้น (นายสมพงษ์ ปรีเปรม) สั่งให้ส่งหนังสือขอหารือกรมบัญชีกลางอีกครั้ง และได้ระบคำตอบให้ กฟภ.พิจารณาก่อนว่า บริษัทฯ สมควรเป็นผู้ทิ้งงานหรือไม่ ซึ่งนายนุกูล ตูพานิช รองผู้ว่าการก่อสร้างและบริหารโครงการ กฟภ. (ขณะนั้น) ได้มีหนังสือแจ้งไปยังกรมบัญชีกลางว่า พิจารณาแล้ว บริษัทฯ ไม่เป็นผู้ทิ้งงาน พร้อมแจ้งเรื่องไปยังผู้ว่าฯ แต่เมื่อผู้ว่าฯ ทราบเรื่อง จึงสั่งให้ถอนเรื่องออกมาก่อน เพราะผู้ว่ากาฯ ยังไม่ได่ดู พร้อมมีความเห็นว่า น่าจะเข้าข่ายเป็นผู้ทิ้งงาน จนเป็นที่มาของการนำเรื่องให้กองนิติกรรม (กนต.) กฟภ. พิจารณาอีกครั้ง และ กนต.ก็ได้ให้แสดงความเห็น ลงวันที่ 10 ก.ค. 2564 อีกครั้งเช่นเดียวกันว่า เข้าข่ายเป็นผู้ทิ้งงาน จนเป็นที่มาของคำสั่งกระทรวงการคลังให้บริษัท บูรพาฯ เป็นผู้ทิ้งงานเมื่อวันที่ 13 ส.ค. 2564

ประเด็นที่น่าสนใจอีกคือ เรื่องการสอบข้อเท็จจริง คณะกรรมการฯ ยังมีความเห็นยืนยันต่อกรณีข้อโต้แย้งการอ้างข้อมูลใหม่ ทั้งในเรื่องเรื่องการส่งมอบพื้นที่การทำงาน และเรื่องขั้นตอนและแผนการทำงาน โดยระบุว่า เรื่องแรงงานและทีมงานก่อสร้าง เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบของบริษัท บูรพาฯ ตามเงื่อนไขสัญญาและเอกสารประกวดราคา

ขณะที่เรื่องระยะเวลาการทำงาน ระบุว่า ในตารางความก้าวหน้าของงาน (แผนงาน เทียบกับผลงาน) ระบุว่า “แผนงาน 95.56% ผลงาน 22.28% ล่าช้ากว่าแผน 73.28%” และตามบันทึกอนุมัติ ผวก. ลว. 26 ต.ค. 2561 ระบุว่า บริษัทมีผลงานสะสมจริงจนถึงเดือน ต.ค. 2561 คิดเป็น 33.63% เท่านั้น  ดังนั้น จึงเห็นได้ว่า แม้จะมีเหตุในการขยายระยะเวลาออกไปอีก 67 วัน ก็ตาม แต่เนื่องจากผลงานก่อสร้างของบริษัทฯ คืบหน้าน้อยมาก กรณีนี้ กฟภ. จึงใช้สิทธิบอกเลิกสัญญา

ความเห็นเหล่านี้ เท่ากับยืนยันว่า การบอกเลิกสัญญาและนำพามาสู่การให้เป็นผู้ทิ้งงานตามการพิจารณาของ กฟภ.นั้น ดำเนินการถูกต้องแล้ว แต่ก็น่าประหลาดใจที่กลับกลายเป็นว่า ไม่สามารถอุทธรณ์ได้ …เพราะอะไรครับ?

คณะกรรมการฯ หยิบยกความเห็นของกองคดี (กคด.) ว่า ได้พิจารณาความสมเหตุสมผลในการอุทธรณ์คาสั่งเพิกถอนรายชื่อผู้ทิ้งงานแล้วมีความเห็นว่า ตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 193 วรรคหนึ่ง กฟภ. มีเพียงหน้าที่พิจารณาในเบื้องต้นว่าบริษัท บูรพาฯ สมควรเป็นผู้ทิ้งงานหรือไม่ ก่อนส่งความเห็นดังกล่าวให้ปลัดกระทรวงการคลังเป็นผู้พิจารณาออกคาสั่งในเรื่องดังกล่าวต่อไป และมีหน้าที่ห้ามก่อนิติสัมพันธ์กับผู้ทิ้งงาน ตาม พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 มาตรา 111 และระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วย การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 192 วรรคหนึ่ง

ดังนั้น กฟภ. จึงไม่ใช่ผู้ที่สิทธิจะถูกกระทบกระเทือนจากผลการพิจารณาเรื่องทิ้งงาน และไม่ถือเป็นคู่กรณีตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครอง พ.ศ.2539 มาตรา 5 ที่จะมีสิทธิอุทธรณ์คำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 204/2565 สั่ง ณ วันที่ 31 ม.ค. 2565 ตาม พ.ร.บ. วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 44 วรรคหนึ่ง ได้

อย่างไรก็ตาม คณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงมีความเห็นว่า เนื่องจากตามระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ข้อ 193 วรรคหนึ่ง กำหนดให้ กฟภ. มีเพียงหน้าที่ในการพิจารณา ในเบื้องต้นว่า บริษัทฯ สมควรเป็นผู้ทิ้งงานหรือไม่ ก่อนส่งความเห็นดังกล่าวให้ปลัดกระทรวงการคลัง เป็นผู้พิจารณาออกคำสั่งในเรื่องดังกล่าวต่อไปเท่านั้น

ดังนั้น การพิจารณาลงโทษบริษัทฯ เป็นผู้ทิ้งงาน ของ กฟภ. ที่คลาดเคลื่อนดังกล่าว จึงยังไม่ได้เกิดผลกระทบหรือความเสียหายต่อผู้ใด

แปลกไหมครับ …. ไม่เกิดความเสียหายต่อผู้ใด ทั้งที่โครงการไม่สำเร็จย่อมมีผลกระทบต่อประโยชน์ของประชาชนอย่างแน่นอน รวมถึงภาพลักษณ์ของ กฟภ.ด้วยจะไม่เสียหายอย่างใด ขณะที่ผู้ไม่เสียคือ บริษัท บูรพาฯ เพราะแม้จะยอมเ ยค่าปรับ 20 ล้าน ก็ยังคุ้ม เพราะยังสามารถมีชื่อเข้าร่วมประมูลโครงการของ กฟภ.ได้อีกนับเป็นพันล้าน

เหมือนกันดะเลยกับคดีโรงพักทดแทนทั่วประเทศ 6 พันล้านบาท ที่กลายเป็นรัฐสูญเงินเปล่า หาคนรับผิดชอบไม่ได้ แม้กระทั่งผู้รับเหมาก็ยังไม่ผิด….

(คลิกอ่านรายงานฉบับเต็ม ) 

ที่น่าสนใจขึ้นไปอีก หากยังจำกันได้ เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2564 นายศรีสุวรรณ จรรยา อุปนายกและเลขาธิการ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เข้ายื่นเรื่องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้ดำเนินการสอบสวนผู้บริหาร กฟภ. 5 คน ประกอบด้วย 1. นายสมพงษ์ ปรีเปรม อดีตผู้ว่าการ กฟภ. 2. นายสุรศักย์ พงษ์สวัสดิ์ อดีตรองผู้ว่าการวิศวกรรม กฟภ. 3. นายปิยพจน์ รุธิรโก อดีตรองผู้ว่าการก่อสร้างและบริหารโครงการ กฟภ. 4. นายนุกูล ตูพานิช อดีตรองผู้ว่าการก่อสร้างและบริหารโครงการ กฟภ. และ 5. นายวิรุจน์ หมื่นกูด ผู้อำนวยการกองสนับสนุนก่อสร้าง กฟภ.(ขณะนั้น) มีความผิดต่อโครงการฉาวนี้หรือไม่

(อ่านประกอบ : สายส่งไฟฟ้า ปัตตานี 125 ล้าน ถึงมือ ป.ป.ช. “ศรีสุวรรณ” ตั้งแท่น ส่งข้อมูลสอบ 5 บิ๊ก กฟภ. )

และเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2565 ที่ผ่านมานี้เอง ป.ป.ช.ได้ออกหนังสือถึงผู้ว่าการ กฟภ. ขอเอกสารรายละเอียดตามข้อสงสัย 10 ข้อ พร้อมให้ส่งเจ้าหน้าที่ กฟภ.เข้าชี้แจงต่อเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช.ด้วย

(อ่านประกอบ : โดนแล้ว!! ป.ป.ช.เรียกสอบ โครงการฉาว “สถานีไฟฟ้าปัตตานี 2” ตั้งประเด็นเข้มเค้นข้อมูล 10 ข้อ )

ก็ไม่รู้ว่าข้อมูลที่ส่งให้ ป.ป.ช.จะเป็นข้อมูลชุดเดียวกันกับของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงหรือไม่ ที่พบแต่ความบกพร่องของเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการเท่านั้น ก็คงต้องติดตามกันต่อไป

ทีมข่าวสมาพันธ์ฯ

- Advertisement -