DPU อบรม “Modern Automotive Maintenance รุ่นที่ 2” ดันศักยภาพช่างไทยรับเทรนด์รถ EV–Hybrid

2

มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) โดยหลักสูตรปริญญาตรีวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ วิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี (CITE) จัดอบรม “การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ (Modern Automotive Maintenance)” รุ่นที่ 2 เพื่อยกระดับศักยภาพบุคลากรด้านยานยนต์ให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรม โดยเฉพาะการเติบโตของรถยนต์ไฟฟ้า (EV) และยานยนต์ไฮบริด ซึ่งกำลังมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในประเทศไทย ในการนี้ ได้รับเกียรติจาก ผศ.ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นประธานในพิธีเปิด พร้อมด้วยคณาจารย์จากวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี และผู้เข้าอบรมร่วมงาน ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 มีนาคม 2569 ถึง 24 เมษายน 2569 ณ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ถนนประชาชื่น กรุงเทพฯ

โครงการอบรมดังกล่าวได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยร่วมมือกับภาคเอกชนและพันธมิตรในอุตสาหกรรมยานยนต์ เพื่อออกแบบการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง ครอบคลุมเนื้อหาสำคัญทั้งระบบ EV, Hybrid, แบตเตอรี่ การจูนรถ และเทคโนโลยียานยนต์อัตโนมัติ

  • ยกระดับการเรียนรู้รุ่นที่ 2 เข้มข้นขึ้น เชื่อมทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง

ผศ.ดร.ชัยพร เขมะภาตะพันธ์ คณบดีวิทยาลัยวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ซึ่งนำโดย ดร.ดาริกา ลัทธพิพัฒน์ อธิการบดี มีการเปิดสอนหลักสูตรระดับปริญญาตรีสาขา วิศวกรรมศาสตรบัณฑิตสาขาวิศวกรรมยานยนต์สมัยใหม่ จึงมีพันธกิจในการเผยแพร่องค์ความรู้ด้านนี้ที่จำเป็นต่อการพัฒนาประเทศ จึงร่วมกับหน่วยงานต่างๆ ที่มีความเชี่ยวชาญด้านวิศวกรรมยานยนต์ จัดอบรม โดยครั้งนี้เป็นรุ่นที่ 2 มีระยะเวลาอบรม 14 วัน ซึ่งมีผู้เข้าอบรมประมาณ 280 คน ครอบคลุมทั้งผู้ประกอบการ เจ้าของกิจการ ช่างยนต์ และนักศึกษาในระดับอาชีวศึกษาและอุดมศึกษา หลักสูตรถูกออกแบบให้ผสมผสานทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างเป็นระบบ

โดยเริ่มจากการปูพื้นฐานในช่วง 3–4 วันแรก ก่อนต่อยอดสู่เวิร์กช็อปเชิงปฏิบัติอีก 6–7 วัน พร้อมปรับรูปแบบให้เข้มข้นขึ้น โดยมุ่งเน้นให้ผู้เข้าอบรมมีส่วนร่วมอย่างต่อเนื่องตลอดหลักสูตร ผ่านการออกแบบกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการลงมือทำจริง เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เข้าอบรมได้รับความรู้อย่างครบถ้วน โดยเฉพาะในกิจกรรมเวิร์กช็อปสำคัญที่เป็นหัวใจของการพัฒนาทักษะเชิงปฏิบัติและการนำไปใช้จริง โดยรุ่นที่ 2 ได้มีการปรับเพิ่มเนื้อหาเรื่องระบบชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าอย่างรอบด้าน ครอบคลุมตั้งแต่การติดตั้งในสถานที่ต่าง ๆ เช่น โรงแรม หอพัก และที่อยู่อาศัย ไปจนถึงหลักการใช้งานอุปกรณ์ ความปลอดภัย และข้อกำหนดทางกฎหมาย เพื่อให้ผู้เข้าอบรมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริงทั้งในเชิงงานบริการและการพัฒนาธุรกิจ

สำหรับกิจกรรมภาคปฏิบัติครอบคลุมเทคโนโลยียานยนต์สมัยใหม่อย่างรอบด้าน ได้แก่ 1. EV การวิเคราะห์และการบำรุงรักษายานยนต์ไฟฟ้า (Analyze and Maintenance for EV Cars) โดย DPU และ บริษัท ช่วยราม เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด 2. Hybrid การวิเคราะห์และการบำรุงรักษายานยนต์ไฮบริด (Analyze and Maintenance for Hybrid Cars) โดยวิทยาลัยเทคโนโลยียานยนต์โตโยต้า จ.ฉะเชิงเทรา 3. Tuning หลักสูตรการปรับจูนโปรแกรมสำหรับยานยนต์สมัยใหม่ (Automotive ECU Programming & Tuning) โดย DPU 4. Motor bike การวิเคราะห์และการบำรุงรักษารถจักรยานยนต์สมัยใหม่ (Analyze and Maintenance for Modern Motorbike) โดย : APITECH และ DPU 5. Battery เทคโนโลยีแบตเตอรี่และระบบการชาร์จไฟฟ้า (Battery and Charging Technology) โดย DPU และ 6. Autonomous ยานยนต์อัตโนมัติจาก CAN BUS สู่ระบบช่วยขับขี่ ADAS (Autonomous Car from CAN Bus to ADAS) โดย : มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เพื่อให้ผู้เข้าอบรมเข้าใจเทคโนโลยีและสามารถนำไปใช้งานได้จริงในอุตสาหกรรมยานยนต์ยุคใหม่อย่างครบวงจร

  • ดัน Pitch Project เป็นเวทีโชว์ศักยภาพ ต่อยอดสู่การใช้งานจริง

การอบรมนี้จะเน้นผลสัมฤทธิ์ของผู้เข้ารับการอบรมด้วยจึงกำหนดให้ผู้เข้าอบรมพัฒนาแนวคิดในรูปแบบ Pitch Project เพื่อต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้งานจริง โดยนำเสนอไอเดียที่ได้ต่อยอดจากการอบรม เช่น ระบบมอนิเตอร์อุณหภูมิแบตเตอรี่ การบริหารจัดการคิวการชาร์จ การวิเคราะห์ข้อบกพร่องรถไฮบริด และบริการที่เกี่ยวข้องกับสถานีชาร์จ โดยคัดเลือกเหลือ 12 กลุ่มสุดท้ายขึ้นนำเสนอผลงานบนเวที ทั้งนี้ ผลการอบรมพบว่าผู้เข้าอบรมสามารถนำความรู้ที่ได้อบรมไปประยุกต์ใช้งานได้จริง ขณะเดียวกันบรรยากาศการเรียนรู้ตลอด 14 วันยังคงมีผู้เข้าร่วมอย่างต่อเนื่องจนเต็มห้องประชุมในวันสุดท้าย แสดงถึงความสนใจและความตั้งใจของผู้เข้าอบรมตลอดหลักสูตร

  • อุตสาหกรรม EV ไทยเติบโตต่อเนื่อง จากหลักร้อยสู่หลักแสนในรอบทศวรรษ

ด้านนายสุโรจน์ แสงสนิท นายกสมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวถึงภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศไทยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 10 ปีนับตั้งแต่ก่อตั้งสมาคมในปี 2015 ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างชัดเจน จากเดิมที่มีรถยนต์ไฟฟ้าใช้งานไม่ถึง 200 คัน ปัจจุบันเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 400,000 คัน โดยเป็นรถยนต์ไฟฟ้า 4 ล้อกว่า 300,000 คัน แสดงถึงการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของอุตสาหกรรม

นายสุโรจน์ ระบุว่า ในช่วงเริ่มต้น สมาคมมุ่งสร้างความเข้าใจพื้นฐานเกี่ยวกับยานยนต์ไฟฟ้าให้กับสาธารณชนและสถาบันการศึกษา เนื่องจากในขณะนั้นยังเป็นเทคโนโลยีใหม่ที่หลายฝ่ายยังไม่คุ้นเคย อย่างไรก็ตาม เมื่อจำนวนผู้ใช้งานเพิ่มขึ้น ความต้องการองค์ความรู้เชิงลึก โดยเฉพาะด้านการวิเคราะห์ปัญหาและการซ่อมบำรุง จึงกลายเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องเร่งพัฒนา

ทั้งนี้ แนวคิดการซ่อมบำรุงยานยนต์ไฟฟ้าไม่ได้แตกต่างจากรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปมากนัก โดยหัวใจสำคัญอยู่ที่การวิเคราะห์ (Diagnostic) เพื่อระบุสาเหตุของปัญหาอย่างเป็นระบบ ก่อนดำเนินการแก้ไขหรือเปลี่ยนชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเป็นทักษะที่ช่างไทยมีพื้นฐานอยู่แล้วและสามารถปรับตัวและต่อยอดได้หากได้รับการชี้แนะที่ถูกต้อง

นายสุโรจน์ ยังกล่าวถึงบทบาทของการพัฒนาทักษะบุคลากรว่า การมีช่างผู้เชี่ยวชาญเพิ่มขึ้นจะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้บริโภค ส่งผลให้การตัดสินใจใช้รถยนต์ไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ขณะเดียวกัน ผู้ผลิตรถยนต์ก็มีความพร้อมในการถ่ายทอดองค์ความรู้ เนื่องจากเป้าหมายหลักคือการขยายตลาดและสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการใช้งาน

  • เร่งพัฒนาทักษะ–ซัพพลายเชน ดันไทยสู่ศูนย์กลาง EV ในอาเซียน

ในมิติของตลาด ปัจจุบันประเทศไทยมีรถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 20 แบรนด์ และมีตัวเลือกในตลาดมากกว่า 100 รุ่น ส่งผลให้การแข่งขันด้านราคาและคุณสมบัติเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งในอีกด้านหนึ่งถือเป็นประโยชน์ต่อผู้บริโภคที่มีทางเลือกหลากหลายมากขึ้น

สำหรับทิศทางในอนาคต นายสุโรจน์ มองว่า ประเทศไทยมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าในภูมิภาคอาเซียน หากสามารถพัฒนาโครงสร้างซัพพลายเชนและยกระดับผู้ประกอบการในประเทศได้อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะการสร้างผู้ผลิตชิ้นส่วน (Supplier) ในแต่ละระดับ เพื่อรองรับการเติบโตของอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับการพัฒนาองค์ความรู้ด้านแบตเตอรี่ ซึ่งถือเป็นหัวใจสำคัญของรถยนต์ไฟฟ้า โดยชี้ว่าการซ่อมและบำรุงรักษาแบตเตอรี่ในระดับเซลล์ได้โดยช่างไทย จะช่วยลดต้นทุนได้อย่างมีนัยสำคัญ เมื่อเทียบกับการเปลี่ยนทั้งชุด พร้อมทั้งเป็นโอกาสในการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ อย่างไรก็ตามการพัฒนาองค์ความรู้ดังกล่าวยังต้องอาศัยการวิจัยและนวัตกรรมเพิ่มเติม โดยเฉพาะด้านการแยกและจัดการโครงสร้างแบตเตอรี่ที่มีความซับซ้อน เพื่อให้สามารถซ่อมแซมได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพ

นายสุโรจน์ กล่าวทิ้งท้ายว่า การพัฒนาบุคลากรและองค์ความรู้ด้านยานยนต์ไฟฟ้าในวันนี้ ไม่เพียงเป็นการรองรับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยี แต่ยังเป็นการสร้างความมั่นคงให้กับอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยในระยะยาว พร้อมผลักดันประเทศสู่การเป็นฐานการผลิตและศูนย์กลางนวัตกรรมยานยนต์ไฟฟ้าในอนาคตอย่างแท้จริง

  • พัฒนาแบตเตอรี่สำรองต่อยอดองค์ความรู้ ยกระดับงานซ่อมบำรุงสู่เทคโนโลยี EV

สำหรับบรรยากาศในพิธีปิดการอบรมเมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ณ ห้องประชุมสนม สุทธิพิทักษ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เป็นไปอย่างคึกคัก โดยมีการเปิดเวทีให้ผู้เข้าอบรมนำเสนอผลงาน Pitch Project ซึ่งแสดงถึงความสามารถในการต่อยอดองค์ความรู้สู่การใช้งานจริง ก่อนเข้าสู่พิธีมอบประกาศนียบัตรแก่ผู้ผ่านการอบรม นับเป็นอีกก้าวสำคัญในการพัฒนาบุคลากรด้านยานยนต์ของประเทศให้พร้อมรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมในอนาคต

เรือโท ชัยยุระนันท์ ชาววาปี ประจำหมวดซ่อมเครื่องยนต์ดีเซล แผนกซ่อมเครื่องยนต์ กองโรงงาน กรมการขนส่งทหารเรือ ในฐานะผู้เข้าอบรมหลักสูตร การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ รุ่นที่ 2 เปิดเผยว่า จากประสบการณ์การปฏิบัติงานพบข้อจำกัดด้านการจัดหาแบตเตอรี่ ตนและเพื่อนร่วมกับทีมได้พัฒนาโครงการ “แบตเตอรี่สำรอง” ที่ออกแบบให้มีน้ำหนักเบา ปลอดภัย และเหมาะสำหรับการใช้งานในพื้นที่ภาคสนามหรือพื้นที่ห่างไกล โดยนำแบตเตอรี่ที่หาได้ยากหรือไม่มีจำหน่ายในท้องตลาดมาปรับปรุงและประกอบใหม่ให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดน้ำหนักลงประมาณครึ่งหนึ่ง และเพิ่มความสะดวกในการเคลื่อนย้าย และเหมาะกับการใช้งานในพื้นที่ห่างไกลหรือภาคสนาม

แบตเตอรี่ดังกล่าวถูกพัฒนาให้รองรับทั้งระบบ 12 โวลต์ และ 24 โวลต์ ภายในโมดูลเดียว สามารถใช้งานได้กับทั้งรถยนต์และรถจักรยานยนต์ โดยใช้เป็นหลักในการสตาร์ทรถเมื่อแบตเตอรี่หมด รวมถึงเป็นแหล่งพลังงานสำรองในพื้นที่ที่ไม่มีไฟฟ้า อีกทั้งยังสามารถจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ เช่น โทรศัพท์มือถือ โน้ตบุ๊ก และวิทยุสื่อสาร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีระยะเวลาการใช้งานประมาณ 2–3 ชั่วโมง และมีความจุพลังงานราว 1,200 วัตต์ ซึ่งถือว่ามีประสิทธิภาพสูงและมีน้ำหนักลดลงประมาณครึ่งหนึ่งเมื่อเทียบกับแบตเตอรี่รูปแบบเดิม ซึ่งแนวคิดดังกล่าวยังเป็นการแก้ปัญหาการจัดหาแบตเตอรี่บางประเภทที่มีข้อจำกัดในหน่วยงาน โดยนำองค์ความรู้มาประยุกต์ใช้ในการประกอบและปรับปรุงแบตเตอรี่ให้ตอบโจทย์การใช้งานได้จริง

“การอบรมครั้งนี้ช่วยให้ผู้เข้าอบรมสามารถปรับตัวสู่เทคโนโลยียานยนต์ไฟฟ้าได้สอดคล้องกับการใช้งานจริงในหน่วยงาน โดยเข้ามาเติมเต็มความรู้เฉพาะทางด้าน EV จากพื้นฐานเดิมด้านเครื่องยนต์สันดาปภายใน พร้อมทั้งมีแผนนำองค์ความรู้ไปพัฒนางาน โดยเฉพาะการปรับปรุงการใช้งานแบตเตอรี่ในหน่วยงาน และถ่ายทอดความรู้ให้กับผู้ใต้บังคับบัญชาและนักเรียน เพื่อเตรียมความพร้อมด้านเทคโนโลยีในอนาคต ควบคู่กับการต่อยอดประสบการณ์และเครือข่ายวิชาชีพเพื่อพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง” ผู้เข้าอบรมหลักสูตร การซ่อมบำรุงยานยนต์สมัยใหม่ รุ่นที่ 2 กล่าวทิ้งท้าย

- Advertisement -