วันพุธ 7 ตุลาคม 2026
หน้าแรก สังคม หุ้นทะยานทันที!ไฟเซอร์เผยยาเม็ดรักษาโควิดประสิทธิภาพ89% คาดราคาพอๆกับ’เมอร์ค’ คอร์สละ2.3หมื่น

หุ้นทะยานทันที!ไฟเซอร์เผยยาเม็ดรักษาโควิดประสิทธิภาพ89% คาดราคาพอๆกับ’เมอร์ค’ คอร์สละ2.3หมื่น

49

การทดลองยาเม็ดต้านไวรัสสำหรับรักษาโควิด-19 ของไฟเซอร์ อิงค์ ลดโอกาสที่ผู้ป่วยเสี่ยงติดเชื้ออาการรุนแรงจะเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้ 89% จากการปิดเผยของทางบริษัทในวันศุกร์(5พ.ย.) ขณะที่ซีอีโอของบริษัทระบุว่าจะทำให้อาวุธใหม่ในการต่อสู้กับโรคระบาดใหญ่เข้าถึงได้ทั่วโลกอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

ผลการทดลองดังกล่าวบ่งชี้ว่ายาเม็ดของไฟเซอร์มีประสิทธิภาพเหนือกว่ายาโมลนูพิราเวียร์ของบริษัทเมอร์คแอนด์โค อิงค์ ซึ่งเผยผลการทดลองเมื่อเดือนที่แล้ว ว่าช่วยลดโอกาสที่ผู้ป่วยความเสี่ยงสูงติดเชื้ออาการรุนแรงจะเข้าโรงพยาบาลหรือเสียชีวิตได้ 50%

ยาเม็ดของไฟเซอร์ มีชื่อว่า แพกซ์โลวิด (Paxlovid) อาจได้รับการอนุมัติจากคณะผู้ควบคุมกฎระเบียบในช่วงสิ้นปี ในขณะที่ไฟเซอร์มีแผนยื่นผลการทดลองชั่วคราวต่อสำนักงานอาหารและยาแห่งชาติสหรัฐฯ(เอฟดีเอ) ก่อนวันหยุดวันขอบคุณพระเจ้า 25 พฤศจิกายน โดยการทดลองหยุดลงก่อนกำหนด เนื่องจากอัตราความสำเร็จระดับสูงของมัน หลังจากใช้เวลาพัฒนามานานเกือบ 2 ปี

ประธานาธิบดีโจ ไบเดน แห่งสหรัฐฯเผยว่ารัฐบาลอเมริกาได้สั่งซื้อยาของไฟเซอร์แล้วหลายล้านคอร์ส “ถ้าได้รับอนุมัติจากเอฟดีเอ เร็วๆนี้เราอาจมียาเม็ดรักษาไวรัสในคนที่ติดเชื้อ” ผู้นำอเมริกากล่าว “ยารักษานี้จะเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือในกล่องเครื่องมือของเรา เพื่อปกป้องประชาชนจากผลลัพธ์ที่เลวร้ายของโควิด”

หุ้นของไฟเซอร์ ผู้ผลิตหนึ่งในวัคซีนโควิด-19 ที่ใช้กันอย่างกว้างขวางที่สุด พุ่งทะยาน 11% ปิดที่ 48.61 ดอลลาร์ ส่วน เมอร์ค ปิดลบ 10% อยู่ที่ 81.61 ดอลลาร์ ส่วนหุ้นของผู้ผลิตวัคซีนรายอื่นๆ ก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน โดยทั้ง โมเดอร์นา โนวาแว็กซ์และไบออนเทค พันธมิตรสัญชาติเยอรมนีของไฟเซอร์ ต่างปิดลบราว 11-21%

แพ็กซ์โลวิด เป็นยาต้านไวรัสชนิดเม็ดที่ถูกออกแบบมาให้ยับยั้งเอนไซม์โปรตีเอส (protease) ซึ่งเชื้อไวรัสต้องใช้ในการเพิ่มจำนวน และเมื่อใช้ร่วมกับยาต้านไวรัสชนิดเม็ดที่เรียกว่า “ริโทนาเวียร์” (ritonavir) ในโดสที่ต่ำ ก็จะทำให้แพ็กซ์โลวิดอยู่ในร่างกายได้นานขึ้น ในการใช้แพ็กซ์โลวิด ผู้ป่วยต้องรับประทานยาครั้งละ 3 เม็ด วันละ 2 ครั้ง เป็นเวลา 5 วัน

อัลเบิร์ต บัวร์ลา ซีอีโอของไฟเซอร์ กล่าวระหว่างให้สัมภาษณ์ว่าไฟเซอร์กำลังพูดคุยอย่างกระตือรือร้นกับประเทศต่างๆ 90 ชาติ เกี่ยวกับสัญญาจัดซื้อจัดหายาเม็ดแพกซ์โลวิด “เป้าหมายของเราคือทุกคนในโลกจะสามารถเข้าถึงมันอย่างเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้”

บัวร์ลากล่าวต่อว่าสำหรับประเทศที่มีรายได้สูง ไฟเซอร์คาดหมายว่าราคาของการรักษาน่าจะพอๆกับราคายาของเมอร์ค โดยราคาของเมอร์คที่ทำไว้กับสหรัฐฯ อยู่ที่ราวๆ 700 ดอลลาร์(ราว23,000บาท) ต่อ 1 คอร์สรักษาที่ใช้เวลา 5 วัน ส่วนบรรดาประเทศที่มีรายได้ต่ำ บัวร์ลาบอกว่าไฟเซอร์กำลังพิจารณาหลายทางเลือก โดยมีเป้าหมายคือไม่เป็นอุปสรรคในการเข้าถึงของประเทศเหล่านี้

พวกผู้เชี่ยวชาญด้านโรคติดเชื้อ แม้ยาเม็ดไฟเซอร์และเมอร์คคืออีกทางเลือกที่เป็นไปได้ แต่การป้องกันการติดเชื้อโควิด-19 ผ่านการฉีดวัคซีนอย่างกว้างขวาง ยังคงเป็นหนทางที่ดีที่สุดสำหรับควบคุมโรคระบาดใหญ่ที่คร่าชีวิตผู้คนไปแล้วมากกว่า 5 ล้านคนทั่วโลก ในนั้นมากกว่า 750,000 รายในสหรัฐฯ

ไฟเซอร์คาดหมายว่าจะผลิตยาเม็ดได้ 180,000 คอร์สรักษาในช่วงสิ้นปีนี้ และอย่างน้อย 50 คอร์สในช่วงสิ้นปีหน้า ในนั้นรวมถึง 21 ล้านคอร์สช่วงครึ่งปีแรก อย่างไรก็ตามทาง บัวร์ลา ระบุว่าไฟเซอร์กำลังพิจารณาความเป็นไปได้ของเพิ่มเป้าหมายการผลิตในปีหน้าเป็น 2 เท่า

บริษัทไฟเซอร์เปิดเผยว่า อาสาสมัครที่เข้าร่วมการทดลองดังกล่าวมีจำนวน 1,219 คน โดยเป็นผู้ป่วยโควิด-19 ที่มีอาการไม่รุนแรงถึงปานกลาง และมีความเสี่ยงในการเกิดอาการรุนแรงจากโรคโควิด-19 ซึ่งได้แก่ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ และการมีอายุมากกว่า 60 ปี

ผลการทดลองพบว่า หากผู้ป่วยโควิด-19 ได้รับยาของไฟเซอร์ภายในเวลา 3 วันหลังมีอาการ จะมีจำนวนเพียง 0.8% ที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และไม่มีผู้เสียชีวิตภายใน 28 วันหลังจากที่ได้รับยา ขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกจำนวน 7% ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 7 คน

นอกจากนี้ หากผู้ป่วยโควิด-19 ได้รับยาของไฟเซอร์ภายในเวลา 5 วันหลังมีอาการ จะมีจำนวน 1% ที่ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และไม่มีผู้เสียชีวิต ขณะที่ผู้ป่วยที่ได้รับยาหลอกจำนวน 6.7% ต้องเข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิตจำนวน 10 คน ซึ่ง ไฟเซอร์ บอกว่ามันเป็นตัวแทนของประสิทธิภาพ 85% ของการป้องกันการเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาลหรือเสียชีวิต

ไฟเซอร์ไม่ได้ให้รายละเอียดเกี่ยวกับผลข้างเคียงใดๆ แต่บอกว่าอาการไม่พึงประสงค์เกิดขึ้นราวๆ 20% ทั้งในคนไข้ที่ได้รับการรักษาด้วยยาจริงและยาหลอก ซึ่งผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นมีทั้งคลื่นไส้และท้องเสีย

(ที่มา:รอยเตอร์)

Cr : https://mgronline.com/around/detail/9640000110019

- Advertisement -