หนานหนิง, 10 ก.ค. (ซินหัว) — การประชุมกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจรอบอ่าวเป่ยปู้ (Pan-Beibu Gulf Economic Cooperation Forum) ครั้งที่ 12 ได้เริ่มต้นเมื่อวันศุกร์ (8 ก.ค.) ณ นครหนานหนิง เมืองเอกของเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงทางตอนใต้ของจีน
การประชุมฯ มุ่งเน้นโอกาสที่เกิดจากความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งเป็นข้อตกลงการค้าเสรีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก รวมถึงการสร้างระเบียงการค้าทางบก-ทางทะเลระหว่างประเทศใหม่ ซึ่งเป็นช่องทางการค้าและโลจิสติกส์ที่ร่วมสร้างโดยภูมิภาคตะวันตกของจีนกับสิงคโปร์
จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย ซึ่งเข้าร่วมประชุมผ่านระบบวิดีโอ กล่าวว่ากรอบความร่วมมือรอบอ่าวเป่ยปู้ได้เติบโตจนกลายเป็นกรอบความร่วมมืออนุภูมิภาคที่มีนัยสำคัญภายใต้กรอบการทำงานของความร่วมมือจีน-อาเซียน
รองนายกฯ ของไทยเสริมว่ากรอบความร่วมมือรอบอ่าวเป่ยปู้ได้ขยับขยายสายสัมพันธ์ทางการค้าไทย-จีน และการบังคับใช้ความตกลงฯ ได้เอื้อต่อการเสริมสร้างความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการค้าระหว่างอาเซียนและคู่ค้าให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น
จุรินทร์เผยว่ากลุ่มผู้ส่งออกของไทยได้ยื่นขอหนังสือรับรองถิ่นกําเนิดสินค้า มูลค่า 204 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.31 พันล้านบาท) ซึ่งครอบคลุมผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอุตสาหกรรม อาทิ น้ำมันหล่อลื่น ปลาทูน่ากระป๋อง มันสำปะหลัง ทุเรียน และจักรยานยนต์ ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน
ขณะเดียวกันนโยบายสนับสนุนของความตกลงฯ ยังช่วยให้มูลค่าสินค้านำเข้าของไทยโดยรวมสูงแตะ 72.34 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 2.59 พันล้านบาท) ในช่วงเวลาดังกล่าว ซึ่งการนำเข้าส่วนใหญ่ที่สุดมาจากจีน โดยสินค้านำเข้าหลักเป็นผลิตภัณฑ์ทางการเกษตรและอุตสาหกรรม อาทิ ไม้อัด ชิ้นส่วนเครื่องยนต์ แอปเปิล สาหร่าย และองุ่น
จีนและไทยยังอาศัยโอกาสจากการสร้างระเบียงการค้าฯ ผลักดันการส่งออกผลไม้ไทยสู่จีนเพิ่มขึ้นในช่วงไม่กี่ปีมานี้ โดยปัจจุบันท่าเรือชินโจวในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วงเปิดเส้นทางขนส่งผลไม้ด่วนจากไทยและเวียดนาม รวมถึงส่งเสริมการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่ออำนวยความสะดวกแก่การขนส่งผลิตภัณฑ์การเกษตรอาเซียนสู่จีน
จุรินทร์เสริมว่าท่าเรือแหลมฉบังของไทยและท่าเรือชินโจวของกว่างซีได้ลงนามข้อตกลง “ท่าเรือพี่น้อง” ซึ่งช่วยลดปัญหาความแออัดทางการจราจรบนท้องถนนอย่างมีประสิทธิภาพ ช่วยให้ไทยส่งออกผลไม้สดและผลิตภัณฑ์การเกษตรสู่จีนง่ายดายยิ่งขึ้น
นอกจากนั้นไทยดำเนินความร่วมมือด้านโลจิสติกส์กับจีนและประเทศอาเซียนอย่างแข็งขัน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการขนส่งสินค้าด้วยมาตรการเชิงปฏิบัติ และส่งเสริมการพัฒนาเขตเศรษฐกิจรอบอ่าวเป่ยปู้เป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์และประตูสู่ท่าเรือต่างๆ ในโลกด้วย
ทั้งนี้ ท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ทำหน้าที่เป็นจุดเปลี่ยนผ่านที่สำคัญของระเบียงการค้าฯ โดยปัจจุบันท่าเรืออ่าวเป่ยปู้ได้ดำเนินงานเส้นทางขนส่งตู้คอนเทนเนอร์ 71 สาย เชื่อมโยงท่าเรือเข้ากับท่าเรืออื่นๆ มากกว่า 200 แห่ง ในกว่า 100 ประเทศและภูมิภาค
(ภาพจากสำนักงานการวางแผนและการสร้างเขตเศรษฐกิจอ่าวเป่ยปู้ของกว่างซี : จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของไทย กล่าวสุนทรพจน์ผ่านระบบวิดีโอ)










