ครม.เคาะกรอบงบปี 66 วงเงิน 3.185 ล้านล้าน-ขาดดุล 6.95 แสนล้าน

8

ครม.เคาะกรอบวงเงินงบประมาณปี 66 วงเงิน 3.185 ล้านล้านบาท ขาดดุล 6.95 แสนล้านเท่าปีที่แล้ว ‘นายกฯ’ สั่ง ‘คลัง-สำนักงบ-สศช.-ธปท.’ ติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจ พร้อมจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการบริหารความเสี่ยง ‘ล่วงหน้า’

เมื่อวันที่ 4 ม.ค. นายธนกร วังบุญคงชนะ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบ 2566 วงเงิน 3,185,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบประมาณ พ.ศ. 2565 จำนวน 85,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.74% ประกอบด้วย

รายจ่ายประจำ จำนวน 2,390,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบ 2565 จำนวน 16,990.5 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.72% และคิดเป็นสัดส่วน 75.04% ของวงเงินงบประมาณ

รายจ่ายลงทุน จำนวน 695,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบ 2565 จำนวน 83,066.6 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 13.57% คิดเป็นสัดส่วน 21.82% ของวงเงินงบประมาณ

รายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้ จำนวน 100,000 ล้านบาท เท่ากับปีงบ 2565 หรือคิดเป็นสัดส่วน 3.14% ของวงเงินงบประมาณ

สำหรับในปีงบ 2566 รัฐบาลคาดว่าจะมีรายได้สุทธิ 2,490,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีงบ 2565 จำนวน 90,000 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 3.75% ส่งผลให้ปีงบ 2566 มีการขาดดุลงบประมาณ จำนวน 695,000 ล้านบาท ลดลงจากปีงบ 2565 จำนวน 5,000 ล้านบาท หรือลดลง 0.71% และคิดเป็นสัดส่วน 3.89% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

นายธนกร กล่าวว่า กรอบวงเงินงบประมาณปีงบ 2566 วงเงิน 3,185,000 ล้านบาท ที่ ครม.มีมติเห็นชอบดังกล่าว เป็นไปตามแผนการคลังระยะปานกลาง (ปีงบ 2566-2569) ที่ ครม.ได้มีมติเห็นชอบไปเมื่อวันที่ 21 ธ.ค. 2564 ขณะที่การกำหนดกรอบงบเงินรายจ่ายลงทุนและรายจ่ายชำระคืนต้นเงินกู้นั้น เป็นตามพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561

นอกจากนี้ ครม.ยังได้มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการตามข้อสั่งการของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหม ดังนี้

1.ให้มีกลไกความร่วมมือระหว่างกระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ในการติดตามสถานการณ์ทางเศรษฐกิจและจัดทำข้อเสนอแนะมาตรการที่ต้องดำเนินการการบริหารความเสี่ยง ทั้งระยะสั้นและระยะปานกลางสำหรับในแต่ละกรณีเป็นการล่วงหน้า

2.ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องเร่งติดตามการขับเคลื่อนมาตรการของรัฐบาลในประเด็นต่อไปนี้ เช่น การเร่งสร้างรายได้ใหม่ตามมาตรการของรัฐบาล เช่น มาตรการดึงดูดชาวต่างชาติที่มีศักยภาพสูง เข้าสู่ประเทศไทย (LTR) มาตรการดึงดูดนักลงทุนเข้ามาลงทุนในพื้นที่ EEC และอุตสาหกรรมอนาคต (New S–curve) มาตรการส่งเสริมการลงทุนในกิจการด้านเทคโนโลยีและธุรกิจเกิดใหม่ (Startup) การขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศด้วย BCG Mode การติดตามการจัดเก็บรายได้ของรัฐ การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายงบประมาณ

นอกจากนี้ หน่วยรับงบประมาณต้องมีการใช้จ่ายให้เป็นไปตาม แผนการปฏิบัติงานและแผนการใช้จ่ายงบประมาณ และลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น การควบคุมอัตราเงินเฟ้อให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ไม่ให้ส่งผลกระทบต่อต้นทุนพลังงานและ ต้นทุนโลจิสติกส์ที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง และการดำเนินมาตรการเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการลงทุนและการดำเนินธุรกิจ ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งในด้านห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ด้านแรงงาน รวมทั้งการควบคุมอัตราแลกเปลี่ยนให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม

ด้าน น.ส.รัชดา ธนาดิเรก รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบกรอบวงเงินงบประมาณในด้านการอุดมศึกษา ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ปีงบ 2566 วงเงินทั้งสิ้น 143,734 ล้านบาท ประกอบด้วย กรอบวงเงินงบประมาณด้านการอุดมศึกษา ปีงบ 2566 จำนวน 114,634 ล้านบาท และกรอบวงเงินงบประมาณด้านวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมของประเทศ ปีงบ 2566 จำนวน 29,100 ล้านบาท

Cr : https://www.isranews.org/article/isranews-news/105517-gov-approve-financial-amount-budget-2566-news.html

- Advertisement -