ผลสอบมีมูล! ชงอธิบดี DSI ส่ง ป.ป.ช.ฟัน จนท.กรมสอบสวนคดีพิเศษ รับเงิน 2 ล.

17

ผอ.ชงอธิบดีดีเอสไอส่งเรื่องป.ป.ช.ฟัน จนท.กรมสอบสวนคดีพิเศษ รับเงิน 2 ล. นักธุรกิจที่เกาะสมุย อ้างช่วยดูแลเอกสารในคดี หลัง ตั้ง กก.ตรวจสอบข้อเท็จจริงแล้ว‘มีมูล’ทุจริต

แหล่งข่าวจากกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปิดเผย สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ว่า เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2564 ที่ผ่านมา นายเสกสิทธิ์ สวรรยาธิปัติ ผู้อำนวยการกลุ่มบริหารทรัพยากรบุคคล กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้มีหนังสือเสนอนายไตรยฤทธิ์ เตมหิวงศ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ผ่านรองอธิบดีฯ เพื่อลงนามในคำสั่งส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (คณะกรรมการ ป.ป.ช.) ดำเนินการไต่สวน เรื่องร้องเรียนกรณีเจ้าหน้าที่ดีเอสไอรายหนึ่ง มีพฤติการณ์เรียกรับเงินจากนักธุรกิจรายหนึ่งจำนวน 2 ล้านบาท ให้ช่วยเหลือคดีภายหลังจากคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจจริงของกรมสอบสวนคดีพิเศษสรุปผลสอบสวนแล้วว่า กรณีมีมูลอันควรเชื่อว่ามีการเรียกรับเงินจากผู้ร้องจริง

สำนักข่าวอิศรารายงานว่า ความเป็นมาของนี้ ผู้ร้องซึ่งเป็นนักธุรกิจชาวต่างชาติและหุ้นส่วนคนไทย ได้ร้องเรียนต่อคณะกรรมาธิการป้องกันและปราบปรามการทุจริตประพฤมิชอบ สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีพลตำรวจเอกเสรีพิสุทธ์ เตมียเวส เป็นประธาน และได้เรียกผู้เกี่ยวข้องไปให้ปากคำต่อคณะกรรมาธิการฯ ต่อมา วันที่ 21 ม.ค.2564 กรมสอบสวนคดีพิเศษได้ตั้งกรรมการขึ้นมาสอบสวนข้อเท็จจริงและรายงานผลการสอบสวนเสนอต่ออธิบดีฯ

สำนักข่าวอิศรารายงาน ในรายงานของผู้อำนวยการกลุ่มบริหารทรัพยากรบุคคล ระบุว่า คณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริง ตามคำสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษที่ 92/2564 ตรวจสอบข้อเท็จจริงเรื่องนี้ ตั้งแต่วันที่ 2 กุมภาพันธ์ 2564 ถึงวันที่ 18 มิถุนายน 2564 ได้บันทึกถ้อยคำพยานผู้ร้อง และพยานบุคคลอื่นๆ รวม 8 ราย ตลอดจนรวบรวมพยานหลักฐานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมจำนวน 19 รายการ 6 แฟ้ม 2,044 แผ่น ซึ่งคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงได้พิจารณาแล้วมีความเห็นปรากฏตามภาพถ่ายในสำนวนตรวจสอบข้อเท็จจริงซึ่งสรุปความได้ มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจนว่า เจ้าหน้าที่ศูนย์ปฎิบัติการคดีพิเศษพื้นที่ 8 ที่เรียกรับเงิน คือบุคคลที่ใช่ชื่อว่า ‘เสธเอ้’ ซึ่งเป็นการเรียกรับเงินในชั้นสืบสวน จำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรก เป็นเงินจำนวน 1,700,000 บาท และครั้งที่ 2 เป็นเงินจำนวน 300,000 บาท โดยหนึ่งในจำนวนผู้ร้องยืนยันเป็นประจักษ์พยานทั้งสองเหตุการณ์ และมีภาพข้อความสนทนาทางไลน์ระหว่างกลุ่มพยาน

รายงานผลการสอบสวนยังระบุอีกว่า ในชั้นสืบสวนที่ ‘เสธเอ้’ อ้างว่าเพื่อนำเงินไปใช้ในการบริหารเอกสารให้กับผู้ร้อง แต่ในเวลาต่อมาคดีนี้ได้ถูกเสนอเป็นคดีพิเศษ แต่การสอบสวนข้อเท็จจริงในชั้นที่เป็นคดีพิเศษแล้ว ยังไม่ได้ข้อยุติ

รายงานผลการสอบสวนระบุอีกว่า คณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอรายนี้กระทำผิดวินัยอย่างร้ายแรง เรียกรับเงินจากผู้ร้อง โดยอ้างว่าระดูแลเอกสารคดีให้ เพราะสามารถเข้าถึงอกสารได้ แต่เนื่องจาก ปัจจุบันเจ้าหน้าที่รายนี้พ้นจากราชการไปแล้ว โดยถูกลงโทษทางวินัยไล่ออกจากราชการ ตามคำสั่งลับที่ 2/2562 วันที่ 2 ม.ค.2562 ซึ่งคำลั่งลงโทษดังกล่าวระบุให้มีผลตั้งแต่วันที่ 25 ต.ค.2560 ซึ่งเป็นวันพักราชการ ดังนั้น ในขณะนี้ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ จึงสามารถสืบสวนหรือพิจารณาดำเนินการทางวินัยกับเจ้าหน้าที่รายนี้ได้ เนื่องจากมิได้เริ่มการสอบสวนภายในหนึ่งปีนับแต่วันออกจากราชการ และไม่ได้มีการสั่งลงโทษภายใน 3 ปี นับแต่วันที่ออกจากราชการ แต่เพื่อให้เป็นไปตาม ข้อ 2 ของมาตรการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบในระบบราชการ ตามมติ คณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 มีนาคม 2561 จึงเห็นควรส่งเรื่องใหก้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่

รายงานระบุว่า เจ้าหน้าที่ดีเอสไอ ‘เสธ.เอ้’ เดิมเป็นนายทหารอากาศ ขณะนี้อธิบดีดีเอสไออยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อลงนามในคำสั่งส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.

Cr : https://www.isranews.org/article/isranews/104422-inves09.html

- Advertisement -