วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล 1111 สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี กรุงเทพมหานคร สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย(TSPCA) ยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ขอความอนุเคราะห์พิจารณาศึกษาพัฒนาปรับปรุง พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ.2557 เพื่อสร้างสมดุลในการปกป้องการทารุณกรรมสัตว์และสร้างความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีทางสังคมอย่างยั่งยืน
ดร.สาธิต ปรัชญาอริยะกุล เลขาธิการและผู้อำนวยการ สมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) และกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ในคณะกรรมการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ ตามพระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ผู้แทนยื่นหนังสือครั้งนี้เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลา กว่า 11 ปี ของการบังคับใช้ พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 กฎหมายฉบับนี้นับว่าเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้กับประชาชนและเป็นบรรทัดฐานทางสังคมในด้านการป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ของประเทศไทย และการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตาของอาณาอารยประเทศ (International Image) เช่น การส่งเสริมคุณค่าสากล (Universal Values) ด้านการปฏิบัติต่อสัตว์ด้วยความเมตตา การยึดมั่นในหลักนิติธรรม (Rule of Law) ด้วยการบังคับใช้กฎหมาย ที่มีกระบวนการที่โปร่งใส เสมอภาค และเป็นธรรม เพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่ต่างชาติที่จะเข้ามาติดต่อค้าขายหรือลงทุน เป็นต้น

แต่เมื่อการบังคับใช้เป็นระยะเวลากว่า 11 ปี พบว่าตัวบทรายมาตราตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ค่อนข้างครอบคลุมและปกป้องการทารุณกรรมและการพัฒนาสวัสดิภาพสัตว์ที่ดี แต่เนื่องจากสภาพบริบททางสังคมบางประการก็เปลี่ยนไป การเพิ่มเติมหรือขยายองค์ประกอบบางรายมาตรา จะเป็นการเพิ่มขีดความสามารถ ในการอำนวยความสะดวกและสร้างความยุติธรรม ให้เกิดดุลยภาพ สมดั่งเจตนารมณ์ของกฎหมายฉบับนี้มากยิ่งขึ้น เช่น
1.การเสนอเพิ่มเติมสัตว์ที่อาศัยในธรรมชาติให้คุ้มครองมากกว่า 5 ชนิด ประกอบด้วย กระรอกหลากสี นกเขาชวา ลูกผสมสัตว์ตระกูลเสือ หมูป่า อีเห็นข้างลายหรืออีเห็นธรรมดา ซึ่งปัจจุบันสัตว์ที่อาศัยอยู่ในธรรมชาติรวมทั้งสัตว์ป่าหลากหลายชนิด ได้รับการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพไม่เหมาะสม แต่ปัจจุบันหลายกรณียังไม่สามารถดำเนินการเอาผิดทางกฎหมายแก่ผู้กระทำได้
2.ความชัดเจนของความเป็นเจ้าของสัตว์ ในกรณีสัตว์ที่ไม่มีเจ้าของ ปัจจุบันจากการสำรวจของกรมปศุสัตว์ พบมีสุนัขจรเพิ่มขึ้นเกือบ 5 เท่า ในระยะเวลา 10 ปี และมีแนวโน้มจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ปัญหาสุนัขจรจัดเกิดจากหลายปัจจัย และถ้าทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องละเลยหรือขาดมาตรการแก้ไขปัญหาที่ดีและจริงจัง อาจจะนำมาสู่ปัญหาทางสังคมต่างๆ มากมาย เช่น การก่อเหตุเดือดร้อนรำคาญ จนนำมาสู่ความขัดแย้งของคนในชุมชนได้ รวมทั้งปัญหาการแพร่ระบาดของโรคต่างๆ เช่น พิษสุนัขบ้า
3.การจดทะเบียนสัตว์เลี้ยงบางชนิด เช่น สัตว์เลี้ยงควบคุมพิเศษหรือ สัตว์ดุร้าย จากกรณี เหตุการณ์สุนัขกัดเด็กมีเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นมากมาย อาทิ สุนัขพันธุ์ไทยผสมร็อคไวเลอร์ กัดเด็ก 1 ขวบ จนมีแผลฉีกที่หัว ใบหู และลำตัว ที่ จ.อ่างทอง, สุนัขแม่ลูกอ่อนขย้ำหน้าเด็กหญิง 3 ขวบ จนเจ็บสาหัส ที่ จ.ปราจีนบุรี, สุนัขพันธุ์บางแก้วกัดเด็ก 6 ขวบ เป็นแผลที่เอวเหวอะ ที่ จ.ชลบุรี, สุนัขพันธุ์ไทยพันธุ์ผสม กัดเด็ก 2 ขวบ ที่ใบหน้าจนเป็นแผลเหวอะ เย็บ 20 เข็ม ที่ จ.อ่างทอง, สุนัขพันธุ์ไทย กระโจนกัดหน้าและหัวเด็ก 5 ขวบ เย็บ 39 เข็ม ที่ จ.นครศรีธรรมราช, สุนัข 2 ตัว ไล่กัดนักมวยเด็ก วัย 11 ปี เป็นแผลที่แขนสาหัส สำหรับกรณี สุนัขพันธุ์ พิทบูล ขย้ำเจ้าของ วัย 67 ปี บาดเจ็บสาหัสก่อนเสียชีวิต ที่จังหวัดอ่างทอง สุนัขพิทบูล พันธุ์ผสม ขย้ำกัดน้องสาวแฟนเจ้าของบ้าน บาดเจ็บสาหัส ที่จังหวัดสมุทรปราการ ก่อนที่จะเกิดเหตุ สุนัขพิทบูลโหด กระโจนขย้ำเจ้าของ ได้รับบาดเจ็บสาหัส ที่จังหวัดนครราชสีมา เป็นต้น ดังนั้น การต้องนำสัตว์เลี้ยงของตนบางชนิด จดทะเบียน เช่น สัตว์เลี้ยงควบคุมพิเศษ สัตว์ดุหรือสัตว์ร้ายหรือสัตว์อื่นๆ เพื่อการดูแลรับผิดชอบจากเจ้าของเป็นพิเศษ เป็นต้น
4.การเสนอเพิ่มเติมพนักงานเจ้าหน้าที่และผู้ช่วยพนักงานเจ้าหน้าที่ ปัจจุบันพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งการบังคับใช้กฎหมายบางกรณีก็ยังขาดประสิทธิภาพ เช่น ไม่มีผู้ร้องทุกข์กล่าวโทษ ไม่มีการรวบรวมพยานหลักฐานที่เป็นนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้กรณีการกระทำความผิดไม่สามารถดำเนินการเอาผิดกับผู้กระทำความผิดได้ เป็นต้น
5.การเสนอเพิ่มเติม การฆ่าสัตว์ในกรณีที่มีความจำเป็นเพื่อการป้องกันอันตรายแก่ชีวิตหรือร่างกายของมนุษย์หรือสัตว์อื่น หรือป้องกันความเสียหายที่เกิดแก่ทรัพย์สิน หากตีความโดยเคร่งครัด การป้องกันสัตว์ดุหรือร้ายที่จะเข้ามาทำร้าย จะมีสัดส่วนและวิถีทางเลือก เช่นไร และมีกรณีตัวอย่างหลายกรณีที่สุนัขไปกัดเด็กสาหัส แต่ก็ไม่มีใครกล้าตีสุนัขเพราะกลัวผิดกฎหมาย ดังนั้นเพื่อความชัดเจนและอุดช่องว่างของการตีความกฎหมาย เป็นต้น

สำหรับข้อเสนอในการปรับปรุงเพิ่มเติม 5 เรื่อง ดังกล่าวเป็นแค่สารตั้งต้น เพื่อพิจารณาปรับปรุงพัฒนาเพิ่มเติมหรือขยายองค์ประกอบของกฎหมายให้ครอบคลุมชัดเจนมากยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะมีเรื่องอื่นๆ เพิ่มเติมได้อีก เช่น อำนาจหน้าที่ในการดูแลสัตว์ของกลางหรือสัตว์ที่อายัดไว้ ควรจะเป็นอำนาจหน้าที่ของใคร หากปัจจุบันยังมีประเด็นปัญหาเรื่องการบริหารจัดการ และค่าใช้จ่ายในการดำเนินการ เพื่อการแก้ไขปัญหาให้เกิดความชัดเจนตรงกับข้อเท็จจริง และสอดคล้องกับกฎหมายอื่นๆ เช่น พระราชบัญญัติโรคพิษสุนัขบ้าหรือ พ.ร.บ.การสาธารณสุข เป็นต้น และจะมีการศึกษากำหนดมาตรการทางสังคมอื่นๆ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายด้วย
สำหรับสมาคมป้องกันการทารุณสัตว์แห่งประเทศไทย (TSPCA) ดำเนินการมากว่า 32 ปีและเป็นผู้นำภาคประชาชนในการรณรงค์ผลักดัน พระราชบัญญัติป้องกันการทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ พ.ศ. 2557 ร่วมกับองค์กรเครือข่ายที่เป็นพันธมิตร และมีจุดยืนชัดเจน “ในการรับรองและคุ้มครองสัตว์ไม่ให้ถูกทารุณกรรมโดยไม่มีเหตุอันสมควรและมีการจัดสวัสดิภาพสัตว์อย่างเหมาะสม รวมถึงสัตว์ป่าย่อมมีสิทธิที่จะอยู่ในธรรมชาติ ทั้งในผืนน้ำ บนดินและอากาศรวมทั้งมีสิทธิในการสืบเผ่าพันธุ์ของตน สัตว์เลี้ยงมีสิทธิได้รับการเลี้ยงดูอย่างสมบูรณ์ตามธรรมชาติและมีการจัดสวัสดิภาพอย่างเหมาะสม สัตว์เลี้ยงเชิงพานิชย์จะต้องได้รับการเลี้ยงดู ขนส่ง รีดนมและฆ่าปราศจากทารุณกรรม สำหรับสัตว์ทดลองนั้นควรมีการลด (Reduction) จำนวนสัตว์ที่มาทดลอง การปรับเปลี่ยนกระบวนการทำการทดลองสัตว์ให้ดีขึ้น (Refinement) และการทดแทน (Replacement) การทดลองในสัตว์ด้วยวิธีการอื่น ที่ปราศจากการการทารุณกรรม” เช่นกัน
เหนือสิ่งอื่นใด TSPCA เคารพในหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม เพื่อให้กฎหมายที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วมผลักดันสามารถบังคับใช้ให้เกิดความสงบเรียบร้อยและรักษาศีลธรรมอันดีของประชาชน เกิดดุลยภาพในแนวทางสันติวิธี เพื่อการดำรงไว้ซึ่งความยุติธรรมทางสังคม ต่อไป











