เปิดที่มาเงิน 2 พันล. อคส. จ่ายค่าถุงมือยาง ‘ถอนจากบัญชีฝากประจำ’ ไม่ขออนุญาตก.คลัง?

120

“….ในการอนุมัตินำเงินของ อคส. จำนวน 2,000 ล้านบาท ไปจ่ายเป็นค่าสินค้าถุงมือยางงวดแรกให้กับ บริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด คู่สัญญา เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2563 หลังจากลงนามในสัญญาเป็นทางการ เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2563 หรือประมาณ 3 วันนั้น …คณะกรรมการพิจารณาการนำเงินไปลงทุน ของอคส. ที่ถูกแต่งตั้งขึ้นตามคำสั่งอคส.ที่ 105/2563 ลงวันที่ 27 เม.ย.2563 ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินการเรื่องนี้ ในฐานะผู้พิจารณาอนุมัติให้มีการนำเงินจำนวน 2,000 ล้านบาทไป ชำระค่าสินค้าให้กับ บริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด ….”

ประเด็นตรวจสอบกรณีการจัดซื้อถุงมือยางขององค์การคลังสินค้า (อคส.) กับ บริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด มูลค่ากว่า 112,500 ล้านบาท ที่สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ติดตามตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกมานำเสนอให้สาธารณชนได้รับทราบอย่างต่อเนื่องในขณะนี้นั้น

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบว่า ในการอนุมัตินำเงินของ อคส. จำนวน 2,000 ล้านบาท ไปจ่ายเป็นค่าสินค้าถุงมือยางงวดแรกให้กับ บริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด คู่สัญญา เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2563 หลังจากลงนามในสัญญาเป็นทางการ เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2563 หรือประมาณ 3 วันนั้น

คณะกรรมการพิจารณาการนำเงินไปลงทุน ของอคส. ที่ถูกแต่งตั้งขึ้นตามคำสั่ง อคส.ที่ 105/2563 ลงวันที่ 27 เม.ย.2563 ถือเป็นกลุ่มบุคคลที่มีบทบาทสำคัญอย่างมากต่อการดำเนินการเรื่องนี้

ในฐานะผู้พิจารณาอนุมัติให้มีการนำเงินจำนวน 2,000 ล้านบาทไป ชำระค่าสินค้าให้กับ บริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด ดังกล่าว

ปรากฎหลักฐานยืนยันจาก บันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการนำเงินไปลงทุน ครั้งที่ 6/2563 วันที่ 28 ส.ค.2563 ณ ห้องประชุม 10913 ชั้น 9 มีผู้เข้าร่วมประชุมจำนวน 9 ราย เป็นคณะกรรมการ 7 ราย และผู้เข้าร่วมประชุมอีก 2 ราย (ขอสงวนชื่อ-นามสกุล)

โดยการประชุมเริ่มต้นเมื่อเวลา 09.30 น. ผู้บริหารระดับสูงของ อคส.รายหนึ่ง ในฐานะประธานในที่ประชุม ได้แจ้งว่า อคส. เริ่มดำเนินการจัดจำหน่ายถึงมือยางไนโตร (ไร้แป้ง)

โดยอคส. ได้ทำการลงนามในสัญญาซื้อสินค้าเมื่อวันที่ 25 ส.ค.2563 กับตัวแทนจำหน่าย จำนวน 3 บริษัท รวมวงเงินตามสัญญาทั้ง 3 สัญญา จำนวน 149,000 ล้านบาท ดังนี้

1. บริษัท ไทยสไมล์ จำกัด ตกลงซื้อขายในปริมาณ 52 ล้านกล่อง วงเงินตามสัญญาจำนวน 11,700 ล้านบาท

2. บริษัท Galore Management LLC ตกลงซื้อขายในปริมาณ 100,000,000 กล่อง วงเงินตามสัญญา 22,300 ล้านบาท

3. บริษัท KRENEK LAW OFFICES, PLLC ตกลงซื้อขายในปริมาณ จำนวน 500 ล้านกล่อง วงเงินตามสัญญา 115,000 ล้านบาท

ประธานในที่ประชุม ได้เน้นย้ำว่า การดำเนินการดังกล่าวก่อให้เกิดรายได้ที่แน่นอน กับองค์การคลังสินค้า ทั้งในปัจจุบันและอนาคต โดยในขณะนี้ สำนักการขายและจัดจำหน่าย อยู่ระหว่างการประสานกับบริษัทผู้ผลิตเพื่อดำเนินการผลิต/สั่งซื้อ และส่งมอบสินค้าให้กับองค์การคลังสินค้า ซึ่งกรอบเวลาด้านการสั่งผลิต/สั่งซื้อรวมถึงการชำระเงินบริษัทผู้ผลิต โดยเบื้องต้นในงวดแรกมีความจำเป็นต้องใช้เงินอย่างเร่งด่วน กรณีต้องจ่ายชำระให้กับบริษัทผู้ผลิต/ผู้จำหน่าย ภายในวันพุธที่ 2 กันยายน 2563 วงเงินที่ใช้เบื้องต้นประมาณ 2,000 ล้านบาท

เบื้องต้น คณะกรรมการ ฯ ได้พิจารณา ตามที่ อคส.ได้ดําเนินการลงนามในสัญญาซื้อ ขายกับบริษัทคู่ค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว อีกทั้งการซื้อขายดังกล่าวมีปริมาณการสั่งซื้อจํานวน 652 ล้านกล่อง และมูลค่าขายที่อคส. จะได้รับสูงถึง 149,000 ล้านบาท (ยังไม่หักต้นทุน) ซึ่งต้องใช้เงิน หมุนเวียนสําหรับดําเนินการในเรื่องดังกล่าวสูงตามไปด้วย

อีกทั้งในส่วนของเงินฝากประจํา เมื่อพิจารณาสภาพเศรษฐกิจปัจจุบันซึ่งมีสภาพตกต่ำเนื่องจากได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ ทั้งภายในและภายนอกประเทศ รวมถึงนโยบายดอกเบี้ยเงินฝากที่ปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง

คณะกรรมการ ฯ พิจาณาแล้ว เห็นว่าการซื้อขายดังกล่าว สร้างผลกําไรให้กับองค์การคลังสินค้าได้มากกว่า แม้ว่ามีความจําเป็นต้องถอนเงินฝากประจําก่อน ครบกําหนดซึ่งทําให้สูญเสียดอกเบี้ยเงินฝากไป

แต่เมื่อเปรียบเทียบกับผลกําไรที่จะได้รับจากการจําหน่ายสินค้าที่มีปริมาณสูงข้างต้น ก็ยังคุ้มค่าต่อการถอนเงินเพื่อนํามาลงทุนดําเนินการในเรื่องดังกล่าว และอาจเป็นการสร้างรายได้ระยะยาว และสร้างความยั่งยืนให้กับองค์การคลังสินค้าในอนาคตก็เป็นได้

ประกอบกับข้อมูลที่สํานักการขายและจัดจําหน่ายแจ้งต่อฝ่ายเลขา ฯ เพื่อนําเสนอต่อคณะกรรมการ ฯ พิจารณา โดยแจ้งว่ามีความจําเป็นเร่งด่วนที่ต้องใช้เงินสําหรับหมุนเวียนดําเนินการภายในวันพุธ ที่ 2 กันยายน 2563 เป็นเงินจํานวน 2,000 ล้านบาท เพื่อสั่งผลิต/สั่งซื้อให้ทันต่อการส่งมอบสินค้าตามเงื่อนไขสัญญา

หากองค์การคลังสินค้าไม่สามารถดําเนินการส่งมอบสินค้าตามเงื่อนไขสัญญา จากเหตุที่เงินหมุนเวียนไม่เพียงพอต่อการสั่งผลิต/สั่งซื้อ เพราะไม่สามารถถอนเงินฝากประจําที่ยังไม่ครบกําหนดได้อาจส่งผลตามมาซึ่งความเสียหาย ไม่ว่าองค์การคลังสินค้าจะถูกฟ้องร้องคดี หรือชดใช้มูลค่าความเสียหายจากเหตุไม่ปฏิบัติตามสัญญาก็เป็นได้

อย่างไรก็ดี ในเรื่องนี้ กรรมการรายหนึ่ง ได้ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า “เงินในบัญชี ขององค์การคลังสินค้า จํานวน 3,000 ล้านบาทเศษ ที่นําไปลงทุนนั้นมีเงินในส่วนของ กําไรสะสมที่ยังไม่ได้จัดสรรรวมอยู่ด้วยประมาณ 1,320 ล้านบาท ซึ่งเป็นกําไรสุทธิของปีงบประมาณ 2557 และปี 2558 รวมกัน ถ้าจะนําออกไปทําธุรกรรมอื่นใด นอกเหนือจากธนาคารของรัฐ ต้องได้รับอนุญาตจากกระทรวงการคลังก่อน”

แต่ประธานกรรมการฯ ได้มีความเห็นแย้งว่า ด้วยความเคารพต่อความเห็นของกรรมการที่เสนอมา แต่หลักการตีความกฎหมายนั้น สามารถตีความได้ทั้งในการตีความอย่างแคบและตีความอย่างกว้าง ซึ่งโดยทั่วไปแล้วการตีความอย่างแคบจะใช้ ในการตีความกฎหมายอาญาเพราะจะกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของประชาชน

แต่การตีความในกฎหมายอื่นนั้น สามารถตีความอย่างกว้างได้ แต่จะต้องคํานึงถึงผลประโยชน์ของรัฐหรือขององค์การคลังสินค้าเป็นสําคัญ รวมทั้งจะต้องไม่ใช้ดุลพินิจที่บิดเบือนหรือส่อไปทางทุจริต เช่นเดียวกับการใช้ดุลพินิจตัดสินใจในการนําเงินไปลงทุนในครั้งนี้ ขอให้ร่วมกันพิจารณาโดยรอบคอบว่าเป็นไปตามหลักการตีความดังกล่าวข้างต้นหรือไม่ ซึ่งตามการดําเนินการครั้งนี้

ประธานเชื่อ ว่าจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อองค์การคลังสินค้าอย่างแน่นอน แต่ถ้าหากจะตีความอย่างแคบและต้องขออนุญาตจากกระทรวงการคลังตามที่กรรมการเสนอมา ก็จะทําให้เกิดคําถามตามมาว่า ในการนําเงินไปลงทุนด้วยการนําเงินไปฝากธนาคารเพื่อรับผลประโยชน์จากดอกเบี้ยเงินฝากดังที่เคยปฏิบัติ ในช่วงเวลาที่ผ่านมานั้น จะต้องขออนุญาตจากการะทรวงการคลังก่อนด้วยหรือไม่ เพราะการนําเงินไปฝากธนาคารถือว่าเป็นการลงทุนอย่างหนึ่งเช่นกัน

หากจะบอกว่าการนําเงินไปฝากกับธนาคารนั้นไม่มีความเสี่ยง ประธานขอแจ้งข้อเท็จจริงให้คณะกรรมการร่วมกันพิจารณาว่า การจําหน่ายถุงมือยางในครั้งนี้ ถือเป็นการดําเนินธุรกิจที่องค์การคลังสินค้าปฏิบัติไปตามวัตถุประสงค์และอํานาจหน้าที่ที่กําหนด ไว้ในมาตรา 6-7 แห่งพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งองค์การคลังสินค้า พ.ศ. 2498 และฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ซึ่งเป็นกรณีที่แตกต่างจากการดําเนินธุรกิจในช่วงที่ผ่านมา

เพราะในครั้งนี้ องค์การคลังสินค้า ได้รับคําสั่งซื้อจากลูกค้ามาก่อนและคําสั่งซื้อดังกล่าวนี้มีปริมาณสูง (มีคําสั่งซื้อ 3 สัญญา ในวงเงิน 149,000 ล้านบาท) สูงจนสามารถ ที่จะทําให้องค์การคลังสินค้าพ้นวิกฤตจากการขาดทุนติดต่อกันมาเป็นเวลา 5 ปีได้ ซึ่งถือได้ว่าเป็นการดําเนินการทางธุรกิจที่ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อองค์การคลังสินค้ารวมทั้งได้รับผลตอบแทนมากกว่าการนําเงินไปลงทุนด้วยการนําเงินไปฝากกับธนาคาร

นอกจากนี้แล้วในการดําเนินการดังกล่าวนี้ ได้มีการวาง L/C จาก ผู้ซื้อเต็มจํานวนตามคําสั่งซื้อ L/C นี้เป็นหลักประกันว่า องค์การคลังสินค้าจะไม่ได้รับความเสียหายจากผู้ซื้อ สินค้าอย่างแน่นอน รวมทั้งในการทําสัญญาที่องค์การคลังสินค้า คําสั่งซื้อถุงมือยางจากโรงงานมาขายให้กับผู้ซื้อนั้นก็ได้มีการวางเงินค้ำประกันในอัตราสูงสุด คือร้อยละ 10 ซึ่งสูงกว่าการวางหลักประกันในสัญญาอื่นที่วาง หลักประกันไว้เพียงร้อยละ 5 เท่านั้น

ด้วยเหตุนี้ จึงขอให้คณะกรรมการ ร่วมกันพิจารณาและลงมตินําเงินไปลงทุนครั้งนี้อย่างอิสระ ด้วยความรอบคอบ โดยคํานึงถึงและผลประโยชน์สูงสุดขององค์การคลังสินค้าตามหลักการและเหตุผลรวมทั้งกฎหมาย ข้อบังคับ และระเบียบคําสั่งที่เกี่ยวข้องดังที่มีการอภิปรายมา

มติที่ประชุม

คณะกรรมการ ฯ ได้พิจารณาร่วมกันแล้วเห็นว่าองค์การคลังสินค้าได้ลงนาม ในสัญญาซื้อขายถุงมือยาง ในไตร (ไร้แป้ง) กับบริษัทคู่ค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว และมีความจําเป็นเร่งด่วนที่จะใช้เงินเพื่อหมุนเวียนสําหรับดําเนินการในเรื่องดังกล่าวภายในวันพุธ ที่ 2 กันยายน 2563 จํานวน 2,000 ล้านบาท จึงมีมติให้ดําเนินการดังต่อไปนี้

1. ให้ถอนเงินฝากประจํา 3 เดือน ที่ธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงพาณิชย์ ซึ่งครบกําหนด ในวันอังคารที่ 15 กันยายน 2563 จํานวน 700,000,000.00 บาท

2. ให้ถอนเงินฝากประจํา 3 เดือน ที่ธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงพาณิชย์ ซึ่งครบกําหนด ในวันพุธที่ 16 กันยายน 2563 จํานวน 1,000,000,000.00 บาท

3. ให้ถอนเงินฝากประจํา 3 เดือน ที่ธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงพาณิชย์ ซึ่งครบกําหนด ในวันพฤหัสบดีที่ 8 ตุลาคม 2563 จํานวน 300,000,000.00 บาท

รวมเป็นเงินทั้งสิ้นจํานวน 2,000,000,000.00 บาท (สองพันล้านบาทถ้วน)

โดยให้นํา ฝากเข้าบัญชีธนาคารกรุงไทย สาขากระทรวงพาณิชย์ ออมทรัพย์ เลขที่บัญชี 38510134XX เพื่อเป็นเงิน หมุนเวียนสําหรับดําเนินการในเรื่องดังกล่าว และให้ดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในวันอังคารที่ 9 กันยายน 2563

ทั้งหมดนี่ คือ ข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับที่มาเงิน 2,000 ล้านบาท ที่ปรากฎอยู่ใน บันทึกรายงานการประชุมคณะกรรมการพิจารณาการนำเงินไปลงทุน ครั้งที่ 6/2563 วันที่ 28 ส.ค.2563 ที่สำนักข่าวอิศรา ตรวจสอบพบล่าสุด

ก่อนที่เงินจำนวน 2,000 ล้านบาท ของ อคส. จะถูกนำไปชำระค่าสินค้างวดแรกให้กับบริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด เมื่อวันที่ 2 ก.ย.2563 หลังจากลงนามในสัญญาเป็นทางการ เมื่อวันที่ 31 ส.ค.2563 หรือประมาณ 3 วัน

และหลังจากนั้น บริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด ก็นำเงินจำนวน 200 ล้านบาท มาวางเป็นหลักประกันสัญญา คืนให้กับ อคส. เท่ากับว่าเงินของอคส. ที่ยังค้างอยู่กับบริษัท การ์เดียนโกลฟส์ จำกัด ในขณะนี้ เหลืออยู่จำนวน 1,800 ล้านบาท

ส่วนเงินจำนวนนี้ จะกระจายต่อไปที่ไหนอีกบ้าง ต้องรอผลการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป

Cr : https://www.isranews.org/article/isranews/93672-invews963.html

- Advertisement -