วันพฤหัสบดี 17 กันยายน 2026
หน้าแรก ต่างประเทศ จีนปูทาง 6G วางเครือข่ายรับโลกยุค AI ปี 2030

จีนปูทาง 6G วางเครือข่ายรับโลกยุค AI ปี 2030

14

จีนเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี 6G เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2030 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจีน (MIIT) ระบุว่า จีนจะเร่งวิจัยเทคโนโลยีหลักของ 6G เดินหน้าทดสอบระบบ จัดทำมาตรฐาน และสร้างอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนนำ 6G มาใช้เชิงพาณิชย์ในอนาคต

แผนดังกล่าว ไม่ได้แยก 6G ออกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารอื่น แต่จีนต้องการเชื่อมเครือข่ายภาคพื้นดินเข้ากับเครือข่ายดาวเทียม ระบบสื่อสารทางอากาศและทางทะเล เพื่อให้การเชื่อมต่อครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น ขณะเดียวกันยังเตรียมขยาย Mobile Internet of Things เครือข่ายอุตสาหกรรม และระบบเชื่อมต่อรถยนต์ เพื่อรองรับการใช้งานในภาคการผลิตและบริการมากขึ้น

จีนเริ่มวางพื้นฐานสำหรับ 6G มาระยะหนึ่งแล้ว ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจีนอนุมัติให้กลุ่ม IMT-2030 (6G) Promotion Group ใช้คลื่นความถี่ 6 GHz สำหรับการทดลองเทคโนโลยี 6G ในบางพื้นที่ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้นักวิจัยสามารถนำระบบออกจากห้องทดลองไปทดสอบในสภาพแวดล้อมจริงมากขึ้น ทั้งในเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม

ปัจจุบัน การทดลอง 6G ของจีนแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การทดสอบเทคโนโลยีสำคัญ การทดสอบโซลูชันทางเทคนิค และการทดสอบระบบเครือข่าย โดยตอนนี้ การทดลอง 6G ผ่านระยะแรกแล้วและกำลังเข้าสู่ระยะที่ 2 ขณะที่มีเทคโนโลยีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ 6G สะสมมากกว่า 300 รายการ

สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CAICT) ประเมินว่า จีนอาจเริ่มใช้งาน 6G เชิงพาณิชย์ราวปี 2030 และขยายการใช้งานในวงกว้างภายในปี 2035 โดยตลาดอุตสาหกรรมและบริการที่เกี่ยวข้องกับ 6G ในเวลานั้นอาจมีมูลค่าระดับ 1 ล้านล้านหยวน (4.8 ล้านล้านบาท)

6G ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพียงเพื่อเพิ่มความเร็วของอินเทอร์เน็ตจาก 5G เท่านั้น แต่จะรวมการสื่อสาร การรับรู้สภาพแวดล้อม การประมวลผล และ AI เข้ามาอยู่ในเครือข่ายเดียวกันมากขึ้น

หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือ การเชื่อมเครือข่ายภาคพื้นดินเข้ากับดาวเทียมและระบบสื่อสารบนอากาศ เพื่อสร้างเครือข่ายที่สามารถครอบคลุมทั้งพื้นดิน ทะเล ท้องฟ้า และอวกาศ พื้นที่ที่ปัจจุบันมีสัญญาณไม่ครอบคลุม เช่น กลางทะเล เส้นทางการบิน หรือพื้นที่ห่างไกล จึงอาจสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายความเร็วสูงได้ต่อเนื่องมากขึ้นในอนาคต

อีกด้านหนึ่งคือ การทำงานร่วมกับ AI เครือข่าย 6G ถูกออกแบบให้รองรับอุปกรณ์และระบบอัจฉริยะจำนวนมาก เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ รถขับอัตโนมัติ โดรน และ AI Agent ที่ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลและตอบสนองต่อสถานการณ์แบบใกล้เคียงเวลาจริง

ตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์ที่ทำงานในโรงงานอาจไม่จำเป็นต้องประมวลผลทุกอย่างด้วยคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ในตัว แต่สามารถเชื่อมต่อกับระบบประมวลผลบนคลาวด์หรือ Edge Computing ผ่านเครือข่ายความเร็วสูง ทำให้ตัวหุ่นยนต์มีขนาดเล็กลง ใช้พลังงานน้อยลง และเข้าถึงกำลังประมวลผลที่มากกว่าเดิม

6G ยังถูกมองว่า เหมาะกับอุตสาหกรรมใหม่หลายด้าน ทั้ง Digital Twin ในโรงงาน เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ หรือ Low-altitude Economy ระบบดาวเทียมอินเทอร์เน็ต การเดินเรืออัจฉริยะ และการสื่อสารแบบเสมือนจริงที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมากและมีความหน่วงต่ำ

China Mobile China Telecom และ China Unicom ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของจีน ต่างเริ่มทดลองเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ 6G แล้ว เช่น การเชื่อมเครือข่ายดาวเทียมหลายระดับเข้ากับเครือข่ายภาคพื้นดิน รวมถึงการทดลองระบบที่ช่วยให้ AI และเครือข่ายสื่อสารทำงานร่วมกันได้มากขึ้น

ด้านมาตรฐานสากล 3GPP ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการกำหนดมาตรฐานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เตรียมเริ่มจัดทำมาตรฐาน 6G อย่างเป็นทางการในปี 2027 และคาดว่ามาตรฐานฉบับแรกจะมีความชัดเจนราวปี 2029 ก่อนเข้าสู่ช่วงใช้งานเชิงพาณิชย์ประมาณปี 2030

จีนจึงเร่งทั้งการทดลองเทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดมาตรฐานตั้งแต่ระยะแรก หลังจากมีบทบาทสำคัญในตลาด 5G ทั้งด้านเครือข่าย อุปกรณ์ และผู้ใช้งาน

ระยะเวลาอีกประมาณ 4 ปีจากนี้จึงเป็นช่วงสำคัญของการพัฒนา 6G จีนต้องพิสูจน์ทั้งประสิทธิภาพของเทคโนโลยี ต้นทุน การใช้งานจริง และรูปแบบธุรกิจ ก่อนที่ 6G จะกลายเป็นบริการที่ผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมสามารถใช้งานได้ในวงกว้าง

หากเป็นไปตามแผน ปี 2030 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายสื่อสารรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เชื่อมเพียงโทรศัพท์กับอินเทอร์เน็ต แต่จะเชื่อมคน รถ หุ่นยนต์ โรงงาน โดรน และดาวเทียมเข้าด้วยกันในระบบเดียว

บทความ : ประวีณมัย บ่ายคล้อย

ภาพ : CGTN

- Advertisement -