วันพฤหัสบดี 27 สิงหาคม 2026
หน้าแรก ต่างประเทศ จีนปูทาง 6G วางเครือข่ายรับโลกยุค AI ปี 2030

จีนปูทาง 6G วางเครือข่ายรับโลกยุค AI ปี 2030

1

จีนเดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยี 6G เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการใช้งานเชิงพาณิชย์ในช่วงปี 2030 โดยกระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจีน (MIIT) ระบุว่า จีนจะเร่งวิจัยเทคโนโลยีหลักของ 6G เดินหน้าทดสอบระบบ จัดทำมาตรฐาน และสร้างอุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้อง เพื่อเตรียมความพร้อมก่อนนำ 6G มาใช้เชิงพาณิชย์ในอนาคต

แผนดังกล่าว ไม่ได้แยก 6G ออกจากโครงสร้างพื้นฐานด้านการสื่อสารอื่น แต่จีนต้องการเชื่อมเครือข่ายภาคพื้นดินเข้ากับเครือข่ายดาวเทียม ระบบสื่อสารทางอากาศและทางทะเล เพื่อให้การเชื่อมต่อครอบคลุมพื้นที่กว้างขึ้น ขณะเดียวกันยังเตรียมขยาย Mobile Internet of Things เครือข่ายอุตสาหกรรม และระบบเชื่อมต่อรถยนต์ เพื่อรองรับการใช้งานในภาคการผลิตและบริการมากขึ้น

จีนเริ่มวางพื้นฐานสำหรับ 6G มาระยะหนึ่งแล้ว ล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา กระทรวงอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีสารสนเทศจีนอนุมัติให้กลุ่ม IMT-2030 (6G) Promotion Group ใช้คลื่นความถี่ 6 GHz สำหรับการทดลองเทคโนโลยี 6G ในบางพื้นที่ ถือเป็นขั้นตอนสำคัญที่ทำให้นักวิจัยสามารถนำระบบออกจากห้องทดลองไปทดสอบในสภาพแวดล้อมจริงมากขึ้น ทั้งในเมืองและพื้นที่อุตสาหกรรม

ปัจจุบัน การทดลอง 6G ของจีนแบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ การทดสอบเทคโนโลยีสำคัญ การทดสอบโซลูชันทางเทคนิค และการทดสอบระบบเครือข่าย โดยตอนนี้ การทดลอง 6G ผ่านระยะแรกแล้วและกำลังเข้าสู่ระยะที่ 2 ขณะที่มีเทคโนโลยีสำคัญที่เกี่ยวข้องกับ 6G สะสมมากกว่า 300 รายการ

สถาบันเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารแห่งประเทศจีน (CAICT) ประเมินว่า จีนอาจเริ่มใช้งาน 6G เชิงพาณิชย์ราวปี 2030 และขยายการใช้งานในวงกว้างภายในปี 2035 โดยตลาดอุตสาหกรรมและบริการที่เกี่ยวข้องกับ 6G ในเวลานั้นอาจมีมูลค่าระดับ 1 ล้านล้านหยวน (4.8 ล้านล้านบาท)

6G ไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพียงเพื่อเพิ่มความเร็วของอินเทอร์เน็ตจาก 5G เท่านั้น แต่จะรวมการสื่อสาร การรับรู้สภาพแวดล้อม การประมวลผล และ AI เข้ามาอยู่ในเครือข่ายเดียวกันมากขึ้น

หนึ่งในแนวคิดสำคัญคือ การเชื่อมเครือข่ายภาคพื้นดินเข้ากับดาวเทียมและระบบสื่อสารบนอากาศ เพื่อสร้างเครือข่ายที่สามารถครอบคลุมทั้งพื้นดิน ทะเล ท้องฟ้า และอวกาศ พื้นที่ที่ปัจจุบันมีสัญญาณไม่ครอบคลุม เช่น กลางทะเล เส้นทางการบิน หรือพื้นที่ห่างไกล จึงอาจสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายความเร็วสูงได้ต่อเนื่องมากขึ้นในอนาคต

อีกด้านหนึ่งคือ การทำงานร่วมกับ AI เครือข่าย 6G ถูกออกแบบให้รองรับอุปกรณ์และระบบอัจฉริยะจำนวนมาก เช่น หุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ รถขับอัตโนมัติ โดรน และ AI Agent ที่ต้องแลกเปลี่ยนข้อมูลและตอบสนองต่อสถานการณ์แบบใกล้เคียงเวลาจริง

ตัวอย่างเช่น หุ่นยนต์ที่ทำงานในโรงงานอาจไม่จำเป็นต้องประมวลผลทุกอย่างด้วยคอมพิวเตอร์ที่ติดตั้งอยู่ในตัว แต่สามารถเชื่อมต่อกับระบบประมวลผลบนคลาวด์หรือ Edge Computing ผ่านเครือข่ายความเร็วสูง ทำให้ตัวหุ่นยนต์มีขนาดเล็กลง ใช้พลังงานน้อยลง และเข้าถึงกำลังประมวลผลที่มากกว่าเดิม

6G ยังถูกมองว่า เหมาะกับอุตสาหกรรมใหม่หลายด้าน ทั้ง Digital Twin ในโรงงาน เศรษฐกิจการบินระดับต่ำ หรือ Low-altitude Economy ระบบดาวเทียมอินเทอร์เน็ต การเดินเรืออัจฉริยะ และการสื่อสารแบบเสมือนจริงที่ต้องใช้ข้อมูลจำนวนมากและมีความหน่วงต่ำ

China Mobile China Telecom และ China Unicom ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโทรคมนาคมรายใหญ่ของจีน ต่างเริ่มทดลองเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ 6G แล้ว เช่น การเชื่อมเครือข่ายดาวเทียมหลายระดับเข้ากับเครือข่ายภาคพื้นดิน รวมถึงการทดลองระบบที่ช่วยให้ AI และเครือข่ายสื่อสารทำงานร่วมกันได้มากขึ้น

ด้านมาตรฐานสากล 3GPP ซึ่งเป็นองค์กรหลักในการกำหนดมาตรฐานเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ เตรียมเริ่มจัดทำมาตรฐาน 6G อย่างเป็นทางการในปี 2027 และคาดว่ามาตรฐานฉบับแรกจะมีความชัดเจนราวปี 2029 ก่อนเข้าสู่ช่วงใช้งานเชิงพาณิชย์ประมาณปี 2030

จีนจึงเร่งทั้งการทดลองเทคโนโลยีและการมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดมาตรฐานตั้งแต่ระยะแรก หลังจากมีบทบาทสำคัญในตลาด 5G ทั้งด้านเครือข่าย อุปกรณ์ และผู้ใช้งาน

ระยะเวลาอีกประมาณ 4 ปีจากนี้จึงเป็นช่วงสำคัญของการพัฒนา 6G จีนต้องพิสูจน์ทั้งประสิทธิภาพของเทคโนโลยี ต้นทุน การใช้งานจริง และรูปแบบธุรกิจ ก่อนที่ 6G จะกลายเป็นบริการที่ผู้บริโภคและภาคอุตสาหกรรมสามารถใช้งานได้ในวงกว้าง

หากเป็นไปตามแผน ปี 2030 อาจเป็นจุดเริ่มต้นของเครือข่ายสื่อสารรุ่นใหม่ที่ไม่ได้เชื่อมเพียงโทรศัพท์กับอินเทอร์เน็ต แต่จะเชื่อมคน รถ หุ่นยนต์ โรงงาน โดรน และดาวเทียมเข้าด้วยกันในระบบเดียว

บทความ : ประวีณมัย บ่ายคล้อย

ภาพ : CGTN

- Advertisement -