ธุรกิจรถยนต์ไร้คนขับของจีนกำลังขยับจากสนามทดสอบในประเทศสู่ตลาดต่างประเทศ หลังใช้เวลาหลายปีพัฒนาเทคโนโลยีและนำรถออกวิ่งจริงในเมืองใหญ่ของจีน ปัจจุบันบริษัทอย่าง โพนี่.เอไอ (Pony.ai) วีไรด์ (WeRide) และไป่ตู้ อพอลโล โก (Baidu Apollo Go) เริ่มนำรถแท็กซี่ไร้คนขับ หรือ Robotaxi เข้าไปให้บริการในยุโรป ตะวันออกกลาง และหลายประเทศในเอเชีย
ความเคลื่อนไหวล่าสุดมาจาก Pony.ai ซึ่งประกาศเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2026 ขยายความร่วมมือกับ อูเบอร์ (Uber) เตรียมนำ Robotaxi มากกว่า 2,000 คัน ไปให้บริการใน 5 เมืองของยุโรป เริ่มจากกรุงซาเกร็บ ประเทศโครเอเชีย ซึ่งเปิดบริการเชิงพาณิชย์ร่วมกับ เวิร์น (Verne) ก่อนขยายไปยังอีก 4 เมือง
วันที่ 19 สิงหาคมที่ผ่านมา บริการรถอัตโนมัติในซาเกร็บเข้าสู่แพลตฟอร์ม Uber อย่างเป็นทางการ ผู้โดยสารสามารถเรียกรถผ่านแอปได้โดยตรง นับเป็นครั้งแรกในยุโรปที่ผู้ใช้ Uber สามารถจองรถอัตโนมัติผ่านแพลตฟอร์มของบริษัท
ในการให้บริการ Pony.ai รับผิดชอบเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติระดับ 4 หรือ L4 ส่วน Uber ดูแลระบบเรียกรถ การจอง การชำระเงิน และบริการผู้โดยสาร ขณะที่การดูแลรถและงานปฏิบัติการในแต่ละเมืองสามารถทำร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่น
การใช้แพลตฟอร์มที่มีฐานผู้ใช้อยู่แล้วช่วยให้ Pony.ai ไม่ต้องสร้างบริการเรียกรถขึ้นใหม่ในทุกประเทศ และเพิ่มจำนวนรถได้เร็วขึ้นเมื่อได้รับอนุญาตจากหน่วยงานกำกับดูแล
จนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน Pony.ai มี Robotaxi 1,975 คัน และตั้งเป้าเพิ่มเป็นมากกว่า 3,500 คันภายในสิ้นปี 2026 ขณะที่รายได้จากธุรกิจ Robotaxi ในไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 691.2% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แม้บริษัทยังขาดทุนสุทธิ
วีไรด์ (WeRide) กำลังเร่งขยายตลาดเช่นกัน ปัจจุบันบริษัทมีธุรกิจและโครงการทดสอบครอบคลุมกว่า 60 เมืองใน 13 ประเทศ และล่าสุดเข้าสู่เดนมาร์ก ซึ่งเป็นประเทศที่ 6 ของบริษัทในยุโรป
ไตรมาส 2 ปี 2026 รายได้จากต่างประเทศของ WeRide เพิ่มขึ้น 164.4% จากปีก่อน และจนถึงสิ้นเดือนกรกฎาคม บริษัทมีรถอัตโนมัติระดับ L4 ทั่วโลกราว 3,400 คัน ในจำนวนนี้เป็น Robotaxi มากกว่า 1,800 คัน พร้อมตั้งเป้าเพิ่มเป็นประมาณ 2,600 คันภายในสิ้นปี
นอกจากยุโรป WeRide ยังขยายธุรกิจในตะวันออกกลาง สิงคโปร์ และฮ่องกง พร้อมพัฒนารถพวงมาลัยขวาเพื่อรองรับตลาดในเอเชียและประเทศที่ใช้ระบบจราจรแบบเดียวกัน
ผู้เล่นรายใหญ่อีกรายคือ ไป่ตู้ (Baidu) ผ่านบริการ อพอลโล โก (Apollo Go) ซึ่งให้บริการรถไร้คนขับในจีนมาหลายปี ปัจจุบันเครือข่ายของ Apollo Go ครอบคลุม 28 เมืองทั่วโลก รถในระบบวิ่งด้วยเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติสะสมมากกว่า 350 ล้านกิโลเมตร ในจำนวนนี้กว่า 240 ล้านกิโลเมตรเป็นการขับแบบไร้คนขับเต็มรูปแบบ
ในต่างประเทศ Apollo Go เริ่มทดสอบรถบนถนนในกรุงลอนดอนและสวิตเซอร์แลนด์ ส่วนดูไบเปิดบริการเชิงพาณิชย์แบบไร้คนขับเต็มรูปแบบแล้ว ผู้โดยสารสามารถเรียกรถผ่านแอป Apollo Go และ Uber ขณะที่ฮ่องกงเริ่มทดสอบรถแบบไม่มีพนักงานรักษาความปลอดภัยบนรถในพื้นที่เกาะสนามบิน
บริษัทจีนรายอื่นเริ่มเข้าสู่ตลาดมากขึ้น โมเมนตา (Momenta) ได้รับอนุญาตจากสำนักงานยานยนต์แห่งสหพันธ์เยอรมนี หรือ KBA ให้ทดสอบระบบขับขี่อัตโนมัติระดับ L4 บนถนนในเขตเมืองทั่วเยอรมนี โดยไม่ต้องยื่นขออนุญาตแยกเป็นรายเมือง
ส่วน เฉาเฉา (Caocao) บริษัทเรียกรถที่ได้รับการสนับสนุนจาก จีลี่ (Geely) เตรียมนำ Robotaxi ที่ออกแบบมาสำหรับธุรกิจเรียกรถโดยเฉพาะออกใช้งานตั้งแต่ปี 2027 เริ่มจากอาบูดาบี ฮ่องกง และเมืองในจีน ก่อนตั้งเป้าขยายฝูงรถเป็น 100,000 คันภายในปี 2030
ปัจจัยหนึ่งที่ช่วยให้บริษัทจีนขยายธุรกิจได้เร็ว คือ การมีตลาดในประเทศรองรับ ปักกิ่ง เซี่ยงไฮ้ กว่างโจว อู่ฮั่น และเซินเจิ้น เปิดพื้นที่ให้ทดสอบและให้บริการรถไร้คนขับมาหลายปี ทำให้บริษัทมีข้อมูลและประสบการณ์จากการวิ่งบนถนนจริงจำนวนมาก
จีนยังมีห่วงโซ่อุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้าครบวงจร ตั้งแต่ผู้ผลิตรถ แบตเตอรี่ เซนเซอร์ ชิป ไปจนถึงอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ ช่วยให้ผู้พัฒนา Robotaxi สามารถลดต้นทุนรถและเพิ่มจำนวนการผลิตได้ควบคู่กับการพัฒนาเทคโนโลยี
อย่างไรก็ตาม การนำ Robotaxi ออกไปให้บริการในต่างประเทศยังมีข้อจำกัด ทั้งกฎหมาย มาตรฐานความปลอดภัย ความรับผิดเมื่อเกิดอุบัติเหตุ การจัดเก็บและส่งข้อมูล รวมถึงการยอมรับของประชาชน ซึ่งแต่ละประเทศกำหนดไว้ไม่เหมือนกัน
อีกปัญหาคือ ผู้ประกอบการหลายรายยังไม่มีกำไร แม้จำนวนรถและจำนวนเที่ยวเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง การแข่งขันจึงไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่รวมถึงต้นทุนต่อคัน การใช้รถให้คุ้มค่า และความสามารถในการผ่านกฎระเบียบเพื่อเปิดบริการในตลาดใหม่
การบุกตลาดต่างประเทศของ Robotaxi จีนจึงไม่ใช่เพียงการนำรถออกไปขาย แต่เป็นการนำทั้งระบบขับขี่อัตโนมัติ ซอฟต์แวร์ การบริหารฝูงรถ และบริการบนแพลตฟอร์มการเดินทางออกไปแข่งขันด้วย
หากขยายตลาดได้ตามแผน จีนอาจขยับบทบาทจากผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่ ไปสู่ผู้ให้บริการเทคโนโลยีการเดินทางบนถนนในหลายประเทศทั่วโลก
บทความ : ประวีณมัย บ่ายคล้อย
ภาพ : CGTN










