คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) นำโดย รองศาสตราจารย์ ดร.วลัยพร รัตนเศรษฐ คณบดี นำนักศึกษาหลักสูตรรัฐประศาสนศาสตรมหาบัณฑิต และหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ลงพื้นที่ศึกษาดูงานด้านการจัดการสาธารณะสมัยใหม่ ระหว่างวันที่ 1–2 สิงหาคม 2569 ณ จังหวัดชลบุรี เพื่อเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้เรียนรู้จากพื้นที่ปฏิบัติงานจริง พร้อมเชื่อมโยงแนวคิดด้านรัฐประศาสนศาสตร์เข้ากับการบริหารองค์การทั้งภาครัฐและภาคเอกชน
การศึกษาดูงานครั้งนี้มุ่งเน้นให้นักศึกษาเข้าใจความเปลี่ยนแปลงของการจัดการสาธารณะในโลกยุคใหม่ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการบริหารงานภายในหน่วยงาน แต่ครอบคลุมถึงการประสานความร่วมมือระหว่างรัฐ เอกชน ชุมชน และประชาชน การบริหารโครงการขนาดใหญ่ การใช้เทคโนโลยีและข้อมูลเพื่อยกระดับประสิทธิภาพ ตลอดจนการสร้างคุณค่าสาธารณะควบคู่กับการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล
วันที่ 1 สิงหาคม 2569 คณะนักศึกษาเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อเรียนรู้แนวทางการจัดบริการสาธารณะสมัยใหม่ของภาครัฐ รวมถึงบทบาทของท่าเรือแหลมฉบังในฐานะโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งและโลจิสติกส์ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจ การค้า การส่งออก และการเชื่อมโยงประเทศไทยกับระบบการขนส่งระหว่างประเทศ
ในการศึกษาดูงาน คณะได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับภารกิจและการบริหารจัดการท่าเรือ การพัฒนาระบบบริการและสิ่งอำนวยความสะดวก การบริหารพื้นที่ขนาดใหญ่ การรักษาความปลอดภัย ตลอดจนการประสานการทำงานระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการท่าเทียบเรือ บริษัทขนส่ง ผู้ใช้บริการ และชุมชนโดยรอบ นอกจากนี้ ยังได้เรียนรู้แนวทางการบริหารทรัพยากรบุคคลในองค์การที่มีบุคลากรและผู้ปฏิบัติงานจากหลากหลายเชื้อชาติ ภาษา และวัฒนธรรม ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยทั้งระบบบริหารงานที่มีมาตรฐาน การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และความเข้าใจในความแตกต่างของผู้คน
คณะนักศึกษายังได้ศึกษาความคืบหน้าโครงการพัฒนาท่าเรือแหลมฉบัง ระยะที่ 3 ซึ่งเป็นหนึ่งในโครงการโครงสร้างพื้นฐานสำคัญภายใต้การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หรือ Eastern Economic Corridor: EEC มีเป้าหมายเพิ่มขีดความสามารถในการรองรับตู้สินค้าจากประมาณ 11 ล้านทีอียูเป็น 18 ล้านทีอียูต่อปี เพิ่มความสามารถในการรองรับการขนส่งรถยนต์ และเพิ่มสัดส่วนการขนส่งสินค้าทางรางจากประมาณร้อยละ 7 เป็นร้อยละ 30 พร้อมนำระบบจัดการตู้สินค้าอัตโนมัติมาใช้ และพัฒนาสู่การเป็นท่าเรือสีเขียว หรือ Green Port เพื่อลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
การลงพื้นที่ทำให้นักศึกษาเห็นภาพกระบวนการบริหารโครงการสาธารณะขนาดใหญ่ที่ต้องดำเนินการหลายส่วนควบคู่กัน ทั้งงานก่อสร้างทางทะเล งานถมทะเล การสร้างอาคารท่าเทียบเรือ ระบบถนน ระบบสาธารณูปโภค ระบบรถไฟ เครื่องจักรขนย้ายสินค้า และเทคโนโลยีสารสนเทศ รวมถึงการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐกับภาคเอกชน
นอกเหนือจากภารกิจด้านเศรษฐกิจและโลจิสติกส์ นักศึกษายังได้เรียนรู้กิจกรรมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม หรือ CSR ของท่าเรือแหลมฉบัง ทั้งการดูแลชุมชน การส่งเสริมคุณภาพชีวิต การจัดกิจกรรมสาธารณประโยชน์ และการสร้างความสัมพันธ์กับประชาชนในพื้นที่ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า การบริหารองค์การภาครัฐสมัยใหม่ต้องให้ความสำคัญกับผลสัมฤทธิ์ทางเศรษฐกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกกลุ่ม เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
วันที่ 2 สิงหาคม 2569 คณะนักศึกษาเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สวนนงนุช พัทยา เพื่อศึกษาการบริหารด้านการบริการสมัยใหม่ของภาคเอกชนที่สามารถสร้างคุณค่าทั้งในมิติของการท่องเที่ยว การอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ การศึกษา การสร้างงาน และการกระจายรายได้สู่ท้องถิ่น โดยสวนนงนุชมีพื้นที่มากกว่า 1,700 ไร่ รองรับนักท่องเที่ยวเฉลี่ยไม่น้อยกว่าวันละ 5,000 คน และได้รับการประชาสัมพันธ์ในฐานะหนึ่งในสิบสวนที่สวยที่สุดในโลก
คณะนักศึกษาได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารพื้นที่สวนขนาดใหญ่ การวางแผนและดูแลพรรณไม้จากหลากหลายภูมิภาคทั่วโลก การจัดระบบงานของบุคลากรกว่า 3,000 คน ตลอดจนการบริหารดูแลต้นไม้และพันธุ์ไม้มากกว่าหนึ่งล้านต้น ซึ่งต้องอาศัยทั้งองค์ความรู้ด้านพฤกษศาสตร์ ภูมิสถาปัตยกรรม การจัดการน้ำ การดูแลสิ่งแวดล้อม การบริหารแรงงาน การตลาด การบริการนักท่องเที่ยว และการบำรุงรักษาพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
นักศึกษายังได้ศึกษารูปแบบการบริหารจัดการแบบครบวงจร ตั้งแต่สวนสวยและแหล่งเรียนรู้ด้านพันธุ์ไม้ การจัดแสดงศิลปวัฒนธรรม พื้นที่จัดประชุมสัมมนา ที่พัก ร้านอาหาร การจัดกิจกรรมสำหรับนักท่องเที่ยว ตลอดจนการนำองค์ความรู้และความเชี่ยวชาญด้านการจัดสวนไปสนับสนุนโครงการสาธารณะและงานสำคัญระดับประเทศ รวมถึงการจัดภูมิทัศน์สำหรับงานมหกรรมพืชสวนโลก ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการพัฒนาจากแหล่งท่องเที่ยวไปสู่องค์การแห่งการเรียนรู้และผู้ให้บริการด้านการจัดสวนอย่างครบวงจร
ในมิติของการเป็นศูนย์กลางองค์ความรู้ด้านพรรณไม้ สวนนงนุชได้จัดงาน Plant Expo International 2026 เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา โดยรวบรวมพืชมากกว่า 25 กลุ่มสายพันธุ์ มีผู้ประกอบการเข้าร่วมกว่า 150 ร้าน พร้อมเปิดพื้นที่ให้นักปรับปรุงพันธุ์พืช ผู้ประกอบการ และนักสะสมได้แลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเครือข่ายทางธุรกิจ รวมถึงเปิดโอกาสให้มีการจดทะเบียนสายพันธุ์พืชใหม่ภายในงาน สะท้อนการนำทรัพยากรชีวภาพและองค์ความรู้ด้านพรรณไม้มาสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจอย่างเป็นรูปธรรม
ขณะเดียวกัน สวนนงนุชยังดำเนินภารกิจด้านการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชนอกถิ่นกำเนิดอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 ได้ปลูกมะพร้าวทะเล หรือ Coco de Mer ซึ่งเป็นปาล์มหายากเพิ่มอีก 23 ต้น ทำให้มีมะพร้าวทะเลรวม 58 ต้น พร้อมต้นกล้าอีก 25 ต้น การดำเนินงานดังกล่าวสะท้อนบทบาทของสวนนงนุชในฐานะแหล่งรวบรวม อนุรักษ์ ศึกษา และเผยแพร่องค์ความรู้ด้านพันธุกรรมพืชให้แก่ประชาชนและคนรุ่นต่อไป
การศึกษาดูงานทั้งสองแห่งทำให้นักศึกษาได้เปรียบเทียบแนวทางการบริหารองค์การภาครัฐและภาคเอกชนอย่างชัดเจน โดยท่าเรือแหลมฉบังสะท้อนการบริหารโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะขนาดใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายระดับประเทศ การลงทุน เทคโนโลยี โลจิสติกส์ และผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนมาก ขณะที่สวนนงนุชสะท้อนความคล่องตัวของภาคเอกชนในการพัฒนาบริการ การบริหารทรัพยากร การสร้างนวัตกรรม และการเปลี่ยนองค์ความรู้เฉพาะทางให้เกิดคุณค่าทางเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม
กิจกรรมครั้งนี้ยังเป็นพื้นที่เชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างนักศึกษาหลักสูตรระดับปริญญาโทและปริญญาเอก เปิดโอกาสให้รุ่นพี่และรุ่นน้องได้แลกเปลี่ยนความรู้ ประสบการณ์ในการทำงาน และมุมมองด้านการบริหารราชการ การพัฒนาท้องถิ่น และการจัดการองค์การ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้และการเดินทางร่วมกัน
ในการนี้ ได้รับการสนับสนุนจากนักศึกษาหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชารัฐประศาสนศาสตร์ ได้แก่ นายธวัชชัย ศรีทอง อดีตผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี และนายอดิเรก อุ่นโอสถ รองผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี พร้อมด้วยนักศึกษารุ่นพี่ที่ร่วมประสานพื้นที่ศึกษาดูงาน ให้คำแนะนำ และดูแลนักศึกษารุ่นน้องอย่างใกล้ชิดตลอดการเดินทาง
การลงพื้นที่ในครั้งนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงการศึกษาดูงานนอกห้องเรียน แต่เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงทฤษฎีกับประสบการณ์จริง ช่วยให้นักศึกษาเข้าใจความซับซ้อนของการบริหารองค์การ การประสานความร่วมมือระหว่างภาคส่วน และการสร้างบริการที่ตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนและสังคม พร้อมเสริมสร้างความสัมพันธ์อันเข้มแข็งภายใต้ความเป็น “ครอบครัวรัฐประศาสนศาสตร์ DPU” ที่ร่วมกันเรียนรู้ แบ่งปันประสบการณ์ และพัฒนาศักยภาพเพื่อนำองค์ความรู้ไปสร้างประโยชน์แก่สังคมและประเทศชาติต่อไป











