สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน โดยสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดทัศนศึกษาพิเศษสำหรับผู้เข้าอบรมหลักสูตรผู้บริหารธุรกิจไทย-จีน หรือ บทจ. รุ่นที่ 3 ณ โรงงานผลิตรถยนต์ BYD นิคมอุตสาหกรรม WHA 36 อำเภอนิคมพัฒนา จังหวัดระยอง เมื่อวันศุกร์ที่ 31 กรกฎาคม 2569 โดยมี ผศ. (พิเศษ) ดร.กำพล มหานุกูล นายกสมาคมผู้สื่อข่าวไทย–จีน ดร.สืบพงษ์ ปราบใหญ่ ประธานหลักสูตรบริหารธุรกิจไทย–จีน และ นางสาวคัณธรส หาญไชยพิบูลย์กุล ผู้อำนวยการสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน พร้อมด้วยคณะผู้เข้าอบรมจากภาคธุรกิจ สื่อมวลชน ภาครัฐ และรัฐวิสาหกิจ ซึ่งล้วนเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย-จีน เข้าร่วมศึกษาดูงาน
การเยี่ยมชมครั้งนี้ได้รับเกียรติจากนายเซียว ไห่ ผิง ผู้อำนวยการฝ่ายบริหาร บริษัท บีวายดี ออโต้ (ประเทศไทย) จำกัด ให้การต้อนรับอย่างอบอุ่น ทั้งนี้ หลักสูตรดังกล่าวเป็นการร่วมจัดโดย ศูนย์เอเชียแอฟริกา China Media Group และหอการค้าไทย-จีน ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย
โรงงาน BYD ในจังหวัดระยอง ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการขยายธุรกิจในต่างประเทศ โดยโรงงานแห่งนี้มุ่งเน้นการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่เพื่อตอบสนองตลาดในประเทศและเพื่อการส่งออก ภายในโรงงานสะท้อนให้เห็นถึงภาพใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าที่กำลังพลิกโฉมซัพพลายเชนโลก ผ่านกระบวนการทำงานที่ล้ำสมัย ทั้งการใช้เครื่องจักรกลอัตโนมัติในสายการผลิต การรักษามาตรฐานความปลอดภัยระดับสากล และแนวคิดการลดใช้พลังงานที่คาร์บอนต่ำ โรงงานแห่งนี้ครอบคลุม 4 ขั้นตอนหลักในการผลิตยานยนต์แบบครบวงจร ได้แก่ การขึ้นรูป การเชื่อม การทำสี และการประกอบ ด้วยกำลังการผลิตสูงสุด 150,000 คันต่อปี
ปัจจุบัน โรงงานระยองได้เดินสายการประกอบยานยนต์ถึง 5 รุ่น โดยรุ่นล่าสุดที่เริ่มเพิ่มไลน์การประกอบคือ BYD SEALION 5 DM-i ส่งผลให้มีรถยนต์ที่ผลิตในประเทศไทย ได้แก่ BYD DOLPHIN, BYD ATTO 3, BYD SEALION 6 DM-i, BYD SEAL 5 DM-i และ BYD SEALION 5 DM-i ซึ่งรถยนต์รุ่น DOLPHIN, ATTO 3 และ SEALION 6 DM-i ได้รับใบรับรอง Made in Thailand เรียบร้อยแล้ว
บีวายดี ได้ลงทุนในประเทศไทยรวมประมาณ 35,925 ล้านบาท โดยมีนโยบายสนับสนุนแรงงานและซัพพลายเชนท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม ปัจจุบันมีการจ้างงานแล้วกว่า 6,100 อัตรา โดยเป็นพนักงานสัญชาติไทยสูงถึงร้อยละ 92 และคาดว่าจะขยับขึ้นเรื่อย ๆ ในจำนวนนี้มีผู้บริหารและวิศวกรชาวไทยกว่า 300 คน ขณะที่การใช้ชิ้นส่วนในประเทศมีสัดส่วนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 54 ผ่านความร่วมมือกับผู้ผลิตชิ้นส่วนท้องถิ่นกว่า 35 ราย ครอบคลุมกว่า 529 ชิ้นส่วน นอกจากนี้ บริษัทยังร่วมมือกับสถาบันการศึกษากว่า 20 แห่ง เพื่อรับนักศึกษาฝึกงานและพัฒนาแรงงานรุ่นใหม่สู่อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าอย่างต่อเนื่อง
ด้านการขับเคลื่อนนโยบายภาครัฐ บีวายดีได้ปฏิบัติตามมาตรการ EV 3.0 ด้วยการผลิตชดเชย 1.5 เท่าของยอดนำเข้าอย่างครบถ้วนสมบูรณ์ โดยมียอดนำเข้ารถยนต์ระหว่างปี 2565 ถึง 2566 จำนวน 39,030 คัน และได้ทำการผลิตรถยนต์คืนจากโรงงานในประเทศรวมกับส่วนที่ส่งออก คิดเป็นจำนวน 59,694 คัน ทั้งนี้ ภายหลังเปิดไลน์ผลิตเมื่อเดือนกรกฎาคม 2567 โรงงานมีกำลังการผลิตสะสมแล้วกว่า 55,000 คัน และ ในปี 2568 จะผลิตได้ประมาณกว่า 40,000 คัน หรือเกือบเต็มศักยภาพ โดยมีแผนเดินสายการผลิต 2 กะ พร้อมตั้งเป้าสัดส่วนการส่งออกไว้ที่ร้อยละ 40 ของกำลังการผลิตทั้งหมด ซึ่งในปี 2568 ที่ผ่านมา บีวายดีได้ส่งออกรถยนต์แล้วกว่า 10,250 คัน สู่ตลาด 8 แห่งครอบคลุมทั้งยุโรป อาเซียน และโอเชียเนีย
ทั้งนี้ตลาดยานยนต์ไฟฟ้ายังคงเติบโตอย่างแข็งแกร่ง โดยคาดการณ์ว่าปีนี้ตลาดยานยนต์รวมของไทยจะมียอดขายประมาณ 600,000 คัน ซึ่งเป็นรถยนต์ไฟฟ้าถึง 100,000 คัน ตลาดรถยนต์ไฟฟ้าไทยยังคงมีความท้าทายทั้งด้านโครงสร้างพื้นฐานและกำลังซื้อ แต่ก็ถือเป็นโอกาสทองที่จะต่อยอดสู่การเป็นศูนย์กลางยานยนต์พลังงานใหม่ของภูมิภาค ที่ผ่านมารัฐบาลสนับสนุนมาตรการ EV 3.0 และ 3.5 ได้เป็นอย่างดี ซึ่งหากสามารถต่อยอดไปสู่นโยบาย EV 4.0 ถึง 4.5 จะยิ่งช่วยสร้างความมั่นใจให้ผู้ลงทุนและผู้บริโภค รวมถึงย้ำภาพลักษณ์การเป็นประเทศผู้ผลิตรถยนต์อันดับ 10 ของโลก และผลักดันไทยให้เป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่แข็งแกร่งระดับโลก
นอกเหนือจากการแข่งขันด้านราคา บีวายดียังคงให้ความสำคัญกับการยกระดับศูนย์บริการหลังการขายทั่วประเทศ พร้อมเดินหน้านำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์และระบบอัจฉริยะมาพัฒนาเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้าและปลั๊กอินไฮบริด เพื่อให้ตอบสนองพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยอย่างดีที่สุด
ทั้งนี้หลังการทัศนศึกษาดูงาน คณะผู้เข้าอบรมได้จัดให้มีงานเลี้ยง ณ โรงแรมเวย์ พัทยา โดยมี นายปรเมศวร์ งามพิเชษฐ์ นายกเมืองพัทยา ให้เกียรติกล่าวต้อนรับ














