เส้นทางแห่งเกียรติยศดาวเงิน “แม่ทัพตำรวจบูรพา” พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม

1547

เป็นอันว่า ผ่านตะแกรงร่อน กระชอนกรอง เบ็ดเสร็จสะเด็ดน้ำ ไปเรียบร้อย…

“โผนายพล” วาระแต่งตั้งเก้าอี้ว่าง รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 3 ตำแหน่ง ,ผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ 5 ตำแหน่ง และตำแหน่งผู้บัญชาการหน่วยต่างๆ16 เก้าอี้ รวม 24 ตำแหน่ง โดยมีนายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ในฐานะประธาน คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ หรือ ก.ตร. นั่งหัวโต๊ะ “บิ๊กต่อ” พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ทำหน้าที่ ขยี้ ขยำ คั้น กลั่น กรอง ด้วยมือตัวเอง ก่อนนำรายชื่อใส่แฟ้ม เสนอ ในที่ประชุมก.ตร.พิจารณา

ผลออกมาตามคาด… โผไม่พลิก!

ภาพรวมมีทั้งขยับขึ้น โยกย้ายในระนาบเดียวกัน รวมทั้ง ผู้ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นบัญชาการคนใหม่ป้ายแดง!
รายงานพิเศษ “ อธิปบูรพา” ขอเป็น “สปอร์ตไลท์”สาดส่องไปยัง กองบัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 คล้องมาลัยต้อนรับ “บิ๊กเปีย” พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ที่ได้รับการแต่งตั้ง โยกจากเก้าอี้แม่ทัพสีกากีอีสานใต้ ตำรวจภูธรภาค 3 ให้มากุมบังเหียน ดูแลพื้นที่สำคัญ 8 จังหวัดชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก นั่งเก้าอี้…ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 เป็นการวนลูปรอบสาม บนเส้นทางสีกากี พลิกปูมหลังของนายพลหนุ่ม เกิดในครอบครัวชาวสวน พื้นที่เขตรอยต่อหนองแขม กับดินแดนมะพร้าวน้ำหอมกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร อาจเรียกได้ว่าเป็นขอบเขตชายแดนระหว่างเมืองกรุง กับต่างจังหวัด ก็ได้

ชีวิตวัยรุ่น แบกความฝันอยากเป็นนักกีฬาทีมชาติ ชื่นชอบในเกมลูกหวาย ที่ฝังลึกอยู่ในหัวใจของลูกผู้ชายวัยทีน
ทุกลมหายใจ ไม่เคยมีคำว่า “เครื่องแบบ”ตกผลึกอยู่ในความคิด

กระทั่งจบระดับมัธยมจากโรงเรียนวัดหนองแขม จึงเบนเข็มชีวิตเข้ารั้วมหา’ลัยฯไปเป็นลูกพ่อขุนรามฯ แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปสอบโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพราน จ.นครปฐม ตามที่ผู้เป็นแม่ขอร้อง อยากให้ลูกชายเป็นตำรวจ
เรื่องนี้มีที่มา

พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม ว่าที่ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 เคยให้สัมภาษณ์ นิตยสาร Cop’s Magazine ของ “โต้ง” ชนาธิป กฤษณสุวรรณ รองหัวหน้าข่าวหน้า1 หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ ถึงเส้นทางชีวิต “ลิขิตฟ้าหรือจะสู้มานะตน”เหตุที่ต้องมาเป็นตำรวจเพราะแม่ฝังใจรู้สึกไม่ดีกับตำรวจที่เข้ามาค้นบ้านเมื่อตอนที่เขายังเด็ก ตำรวจในเครื่องแบบสวมรองเท้าบูทเดินขึ้นบนบ้าน ตลบมุ้งใช้เท้าเขี่ยผ้าห่มออก ทำราวกับว่าเป็นเรื่องคอขาดบาดตาย

นับแต่นั้น แม่มักพูดเสมอว่า อยากให้ลูกเป็นตำรวจ เพราะด้วยใจไม่รักด้านนี้แต่ต้องจำใจเพราะถูกบังคับให้ไปสอบเข้าโรงเรียนนายร้อยตำรวจสามพรานเป็นครั้งแรก สุดท้ายวืดไม่ติด ทำให้แม่เสียใจมาก

หลังไปเข้าเรียนคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงได้เพียงปีเดียว ตัดสินใจสานฝันให้แม่ ตั้งใจมุมานะอ่านหนังสือหามรุ่งหามค่ำ เตรียมตัวสอบเข้าสามพรานอีกครั้ง

คราวนี้สมปรารถนา ฝันของแม่เป็นจริง… เขาสอบติด นรต.รุ่น 42 สานฝันได้จริงตามที่แม่วาดหวัง!

พ้นจากรั้วสามพราน ติดบ่าดาวเงินแปดแฉก “หมวดเปีย” บรรจุตำแหน่ง รองสารวัตรสอบสวนสืบสวน โรงพักกบินทร์บุรี จ.ปราจีนบุรี ซึ่งสมัยนั้นยังไม่ได้แยกเป็นจังหวัดสระแก้ว พื้นที่อำเภอกบินทร์บุรี จึงกว้างใหญ่ไพศาล แถมถนนหนทางทุรกันดาร ไม่ใช่ย่อย

ระบบตำรวจยุคนั้น ยังไม่ได้แยกสอบสวน-สืบสวน ผูกรวมแบบ “ทูอินวัน” คดีเกิดชุกมาก ไม่ว่าจะคดีลัก วิ่ง ชิง ปล้น คดีอุกฉกรรจ์ แต่ถึงงานจะเยอะว้าวุ่นเพียงใดก็ตาม แต่พื้นที่ว่างด้านข้างโรงพัก ยังขึงตาข่าย ใช้เป็นสนามประลองยุทธ์ เกมหวดลูกหวาย ของนายตำรวจหนุ่มกับลูกน้อง ในทุกเย็นหลังว่างเว้นภารกิจ

มีคำกล่าวไว้เป็นตำรวจเลือกไม่ได้สองอย่าง คือที่อยู่กับนาย กบินทร์บุรี เสมือนคัมภีร์เล่นแรก สอนทั้งวิชาบู๊และบุ๋นให้นายตำรวจหนุ่ม และดูเหมือนจะเป็นความโชคดีของผู้หมวดเปีย เจอนายดีที่ชื่อ พ.ต.ท.พายัพ ทองชื่น นั่งเป็น สวญ.( ตำแหน่งสมัยนั้น) จึงได้รับการถ่ายทอดเหลี่ยมคมการทำงานทั้งบู๊ทั้งบุ๋นจนเต็มพุง และมักถูกดึงเข้าร่วมทีมคลี่คลาย ปิดจ๊อบคดีสำคัญๆจนเป็นที่ประจักษ์ต่อสื่อมวลชนในยุคนั้น

เหตุแก๊งโจรกรรมรถยนต์ส่งขายชายแดนไทย-กัมพูชา ด้านอำเภออรัญประเทศ กระหน่ำยิงเจ้าหน้าที่ตำรวจทางหลวง ขณะกำลังตรวจค้นรถต้องสงสัยบนถนนสายสุวรรณศร ตรงป้อมยามหน้าสถานีตำรวจทางหลวง 5 กก.3 กบินทร์บุรี เป็นเหตุให้ตำรวจทางหลวงเสียชีวิต ส่วนคนร้ายทิ้งรถหนีไปพร้อมด้วยทูตมรณะที่ใช้สังหารเจ้าหน้าที่ หายเข้าไปในผืนป่าอันรกชัฏ

ปฏิบัติการไล่ล่าเกิดขึ้นทันที พ.ต.ท.พายัพ ทองชื่น สวญ.ประสานขอกำลังจากชุดสุนัขดมกลิ่นจาก กก.ตชด.12 อรัญประเทศ และกำลังพลส่วนหนึ่ง ภายใต้การนำของ พ.ต.อ.เสกสันติ์ อุ่นสำราญ ผกก.ตชด.12 เสริมทัพด้วยกำลังตำรวจ นปพ.และ สภ.กบินทร์บุรี นับร้อยนาย ลุยเดินเท้า เข้าปิดป่าล้อมเขา ไล่ล่ากันอุตลุด ไม่เว้นแม้แต่บนฟ้า “ม้าขาว”เฮลิคอปเตอร์ กองบินตำรวจ แหวกเมฆบินกดดัน ตามยุทธวิธี

ลิขิตฟ้า ผลักให้ “หมวดเปีย”ได้เจอกับ พล.ต.ต.สมชาย มิลินทางกูร ผู้บังคับการตำรวจทางหลวง ที่ท่านเดินทางลงพื้นที่มาปักหลักอยู่ร่วมกับผู้ใต้บังคับบัญชา หลังเกิดคดีอุกฉกรรจ์ เป็นข่าวโด่งดังสะเทือนขวัญไปทั้งประเทศ
ตำรวจและนักข่าว ใช้ด้านหน้าสถานีเป็น “วอร์รูม” กินอยู่กันตามสภาพ “หมวดเปีย”บ้านช่องไม่กลับ อดตาหลับขับตานอนกันสว่างทุกวันนานอยู่หลายคืน จนกว่าปฏิบัติการจะลุล่วง

ผู้หมวดหนุ่มอยู่โรงพักกบินทร์บุรี 6 ปี ถึงเวลาก็ต้องไป โยกย้ายไปอยู่หน่วยปราบปรามยาเสพติด แล้วได้เป็นนายเวรของ พล.ต.ท.สมชาย มิลินทางกูร ในขณะนั้นท่านนั่งอยู่ในตำแหน่ง ผบช.ปส. เสมือนได้เจอครูต้นแบบอีกครั้ง รู้สึกศรัทธาการทำงานของท่าน ตั้งแต่ตอนเกิดเหตุคดียิงตำรวจทางหลวง อยู่เป็นนายเวรจนนายเกษียนอายุราชการ
ต่อจากนั้น ขยับลงพื้นที่นครบาล เป็นรองผู้กำกับการสายตรวจ บก.สปพ. ก่อนขึ้นตำแหน่งผู้กำกับการศูนย์รวมข่าว 191 และ ผู้กำกับการ สน.ลุมพินี ในเวลาต่อมา

ฤดูกาลลมเปลี่ยนทิศ ชีวิตเปลี่ยนผัน แรงผลักดันขั้วอำนาจการเมืองกำลังร้อนแรง “ กองบังคับการอารักขาและควบคุมฝูงชน” เป็นหน่วยงานที่ถูกตั้งขึ้นมาใหม่

ของใหม่ ท้าทายความสามารถ ใครๆก็อยากลอง เขาขอย้ายไปขึ้นตำแหน่ง รองผู้บังคับการ แต่สุดท้ายกลายเป็นคนหัวใจเดาะ คำสั่งแต่งตั้งให้ไปนั่งเก้าอี้ รองผู้บังคับการอำนวยการ กองบัญชาการสอบสวนกลาง ทำงานเป็นเวลา 8 โมงเช้า เลิก 4 โมงเย็น นาน 3ปีจึงขยับไปนั่งเป็นรองผู้บังคับการปราบปรามการกระทำผิดเกี่ยวกับทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เส้นทางยังได้ไปต่อ หลังจากนั้น ได้ขยับขึ้นเป็น ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 3 ก่อนจะโยกไปขึ้นเป็น ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 5 พอจัดระเบียบสังคมในกรุงเข้ารูปเข้ารอย ผู้ใหญ่วางใจเห็นฝีไม้ลายมือ ส่งไปนั่ง “ผู้การฯชลบุรี”ให้ดูแลแก้ไขปัญหาในพื้นที่ โดยเฉพาะเมืองท่องเที่ยวพัทยา ที่มีปัญหาหมักหมมจมเลนมานาน ก่อนจะข้ามห้วยอีกครั้ง ย้ายขึ้นไปนั่งเป็น รองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 7ดูแลพื้นที่ภาคตะวันตก รับผิดชอบงานป้องกันปราบปราม

ปีถัดมาโยกกลับมาชลบุรีอีกรอบ แต่คราวนี้นั่งเก้าอี้ตัวใหญ่ขึ้น เป็นรองผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2 ดูแลงานป้องกันปราบปราม มุ่งเน้นความปลอดภัยประชาชนและนักท่องเที่ยว รวมทั้งเร่งปัดกวาดปัญหายาเสพติด เป็นการกลับมาต่อยอดจากเดิมที่ทำไว้ เมื่อครั้งเป็นผู้การฯชลบุรีอย่างที่ว่าไว้ ตำรวจเลือกที่อยู่กับนายไม่ได้ ย้ายกลับเข้ากรุงอีกครั้ง นั่งเก้าอี้ “รองแม่ทัพนครบาล” คุมงานด้านความมั่นคง นับว่าเป็นงานท้าทายความสามารถ งานสำคัญระดับประเทศ อาทิ การประชุมสุดยอดอาเซียน “สมเด็จพระสันตะปาปา” เสด็จเยือนไทย, งานอุ่นไอรัก และพระราชพิธีขบวนพยุหยาตราทางชลมารค เป็นหน้างานที่หนักและต้องพร้อมทุกด้าน

หากลิขิตฟ้าเป็นผู้กำวงจรชีวิต มานะตนก็ไม่ต่างไปจากแรงผลักดัน เมื่อถูกกำหนดมาก็ต้องไป จากนครบาลมุ่งสู่ดินแดนที่ราบสูง ไปเป็น“แม่ทัพอีสานใต้” ก้าวขึ้นผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 3 คุมพื้นที่ นครราชสีมาอุบลราชธานี,อำนาจเจริญ,ยโสธร,สุรินทร์,ศรีสะเกษ,บุรีรัมย์ และชัยภูมิ

เส้นทางสีกากีของ “บิ๊กเปีย” พล.ต.ท.สมประสงค์ เย็นท้วม หันเหกลับคืนถิ่นที่เคยเฝ้าเหย้าที่เคยอยู่อีกครั้ง หลังโผรายชื่อข้าราชการตำรวจยศระดับนายพล ผ่านความเห็นชอบตามมติ ก.ตร. ครั้งที่ 11/2566 ลงวันที่ 16 ต.ค.2566 ออกมา

จากดินแดนอีสานใต้ บ่ายหน้าปักธงพื้นที่ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออก โยกมานั่งเก้าอี้ “แม่ทัพบูรพา” ว่าที่ ผู้บัญชาการตำรวจภูธร ภาค 2

ดูแลจังหวัดชลบุรี,ระยอง,จันทบุรี,ตราด,นครนายก,ฉะเชิงเทรา,ปราจีนบุรี และสระแก้ว รวมพื้นที่รับผิดชอบ 37,000 ตารางกิโลเมตร จำนวนประชากรที่ปรากฎในทะเบียนราษฎร์ 4,283,493 คน ประชากรแฝงที่มาประกอบอาชีพในพื้นที่ 1,563,265 คน

มือปราบอีสานใต้ กลับมาใช้นามเรียกขาน “บูรพา1” สู่เส้นทางแห่งเกียรติยศดาวเงิน ณ เบื้องทิศบูรพา…

พจน์ พัทยา…เรียบเรียง
อธิบดี บุญชารี…รายงาน

- Advertisement -