วันอาทิตย์ 4 ตุลาคม 2026
หน้าแรก สังคม ร้อง ป.ป.ช.สอบผู้ว่าแบงก์ชาติ!!! ขยะใต้พรม ก่อ“วิกฤตการเงินไทย” ..?

ร้อง ป.ป.ช.สอบผู้ว่าแบงก์ชาติ!!! ขยะใต้พรม ก่อ“วิกฤตการเงินไทย” ..?

138

เมื่อวานนี้ (31 มีนาคม 2565) ข่าวนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย เดินทางเข้าร้องต่อสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. ขอให้ดำเนินการไต่สวนสอบสวนผู้ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) หรือที่เรียกกันติดปากว่า แบงค์ชาติ “เอื้อประโยชน์ให้ธนาคารใหญ่โดยทุจริตหรือไม่ …? ปรากฎขึ้น!!!

ซึ่งต้องถือเป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่ง…. เพราะนี่อาจเป็นขยะที่อยู่ใต้พรม ที่หากสาวไปได้ลึกๆ หรือหากมีการกระทำเช่นเดียวกันนี้ในวงกว้าง อาจนำมาสู่หายนะหรือวิกฤตต่อสถาบันการเงินไทยอีกครั้งในรอบ 20 กว่าปีที่ผ่านมา
หากยังจำกันได้ เมื่อราวปี 2540 หรือที่ก่อให้เกิดวิกฤต “ต้มยำกุ้ง” ที่เล่นงานประเทศไทยเอาอย่างย่ำแย่ เป็นหนี้กองทุนการเงินระหว่างประเทศ หรือไอเอ็มเอฟจำนวนมหาศาล ก็คือ การล้มของสถาบันการเงินไทยกว่า 50 แห่ง ด้วยสาเหตุจากการมีหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้จำนวนมาก พูดง่ายๆ คือ มีการปล่อยสินเชื่อให้กับพรรคพวกเพื่อนพ้องอย่างขาดหลักการที่ถูกต้อง ไม่ว่าจะเป็นการปล่อยกู้ที่เกินกว่าหลักทรัพย์ค้ำประกันในจำนวนมากๆ หรือมีการปล่อยสินเชื่อแบบฉ้อฉล ที่โด่งดังก็คือ การล้มของธนาคารกรุงเทพฯ พาณิชย์การ ธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่งในขณะนั้น
นายศรีสุวรรณ ระบุว่า สืบเนื่องจากมีบริษัทเอกชน 2 บริษัท ได้ร่วมกันทำกิจการร่วมค้าแล้วนำกิจการร่วมค้าไปทำธุรกรรมขอสินเชื่อกับแบงก็ใหญ่บางแห่งย่านสีลม แต่ปรากฏว่าธนาคารดังกล่าว กลับรายงานไปยังศูนย์ข้อมูลเครดิตว่าหนึ่งในบริษัทที่ทำกิจการร่วมค้าข้างต้น มีสินเชื่อประเภทซื้อลดตั๋วเงิน เป็นวงเงินกู้ร่วม มียอดหนี้ค้างอยู่กับธนาคาร 315 ล้านบาท

โดยอีกบริษัทที่ร่วมค้าไม่ปรากฏยอดหนี้ร่วมแต่อย่างใด ทั้งๆ ที่บริษัทแรกดังกล่าว ไม่เคยขอสินเชื่อกับธนาคารแห่งนี้แต่อย่างใด และไม่เคยทำธุรกรรมหรือนิติกรรม หรือร่วมกับบบุคล หรือนิติบุคคลอื่นในการขอสินเชื่อกับธนาคารแห่งนี้แต่อย่างใด ยอดหนี้ที่ปรากฏในศูนย์ข้อมูลเครดิต จึงเป็นหนี้ที่ไม่มีอยู่จริง ซึ่งบริษัทดังกล่าว ได้ร้องไปยังแบงก์ใหญ่ย่านสีลมให้แก้ไขแล้ว

ต่อมาจึงได้ร้องเรียนไปยังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบข้อมูล สอบหาข้อเท็จจริง และดำเนินแก้ไขเพื่อให้เกิดความถูกต้องเป็นธรรม ตามพ.ร.บ.ธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 อันอาจเป็นการกระทำโดยจงใจอย่างร้ายแรงร่วมกันกับบริษัท ข้อมูลเครดิตแห่งชาติ จำกัด ในฐานะผู้จัดเก็บข้อมูลเครดิตตาม พ.ร.บ.การประกอบธุรกิจข้อมูลเครดิต พ.ศ.2545 ตาม ม.16, 17 ทำให้บริษัทผู้ร้องได้รับความเสียหายและต้องเสียโอกาสในการขอสินเชื่อเพื่อดำเนินธุรกิจจากสถาบันการเงินอื่นๆ ได้

แต่ทว่าแบงก์ชาติกลับแจ้งบริษัทผู้ร้องว่า บริษัทผู้ร้องได้ชำระหนี้ปิดบัญชีให้แก่ธนาคารพิพาทแล้ว จึงไม่ติดใจประเด็นกระบวนการทำงานของธนาคารดังกล่าวอีก ทั้งๆ ที่ความจริง บริษัทไม่เคยมีการแจ้งในทางวาจาหรือลายลักษณ์อักษรว่าบริษัทไม่ติดใจประเด็นการทำงานของธนาคารพิพาท ตามที่ ธปท.กล่าวอ้างแต่อย่างใด

นอกจากนั้น ธปท.ยังอ้างว่า ไม่อาจสั่งการให้ธนาคารพิพาทที่เป็นปัญหากับผู้ร้อง นำส่งข้อมูลของบริษัทได้ ซึ่งขัดกับแนวนโยบาย เรื่องการทำธุรกรรมสินเชื่อ ตามหลักเกณฑ์ แนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องการทำธุรกรรมสินเชื่อฯของสถาบันการเงิน ฉบับลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2561 ทั้งๆ ที่ตามกฎหมาย ธปท.มีระเบียบให้ธนาคารทุกแห่งต้องจัดเก็บแฟ้มประวัติของลูกหนี้แต่ละราย เพื่อให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบได้
พฤติการณ์ของผู้บริหารแบงก์ชาติจึงไม่น่าไว้วางใจ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงนำความมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช.เพื่อขอให้ไต่สวนสอบสวนเอาผิดผู้บริหาร ธปท.ที่เกี่ยวข้อง เพราะหากปล่อยไปอาจทำให้สถาบันการเงินทั้งระบบสั่นคลอนได้ นายศรีสุวรรณ กล่าวในที่สุด

อย่างไรก็ตาม สมาพันธ์นักข่าวฯ ได้ติดตามและทราบข้อมูลเบื้องลึกตามคำบรรยายฟ้องโดยสรุปว่า หลังบริษัทเอกชนดังกล่าว ได้ร่วมทำการค้ากันโดยได้รับเหมางานโครงการหนึ่งมาดำเนินการ และมีการทำสัญญากันไว้อย่างละเอียดในด้านความรับผิดชอบ การดำเนินงาน และการก่อหนี้ใดๆ

แต่แล้วบริษัทผู้ร่วมค้ารายหนึ่ง ได้แอบไปทำการกู้เงินจากธนาคารใหญ่ย่านสีลมดังที่นายศรีสุวรรณระบุ โดยมิได้บอกกล่าวแก้บริษัทผู้เสียหายที่เป็นผู้ร่วมกิจการค้าด้วยกัน และแล้วเรื่องก็มาแดงขึ้นเมื่อ บริษัทผู้เสียหานรายนี้ได้เข้าประมูลงานอื่นๆ แต่กลับไม่สามารถเข้าร่วมประมูลได้ เพราะไปมีแบล็คลิสต์กับเครดิตบูโรนั่นเอง เป็นจำนวนถึง 300 ล้านบาท จากการกู้ที่ไม้ได้กู้กับธนาคารพาณิชย์เจ้าใหญ่ดังกล่าว

บริษัทผู้เสียหายจึงดำเนินการขอทราบที่ไปที่มาของการกู้ดังกล่าวต่อธนาคารพาณิชย์ใหญ่รายนั้นทันที เพราะบริษัทผู้เสียหายไม่เคยได้ทำนิติกรรมใดๆ กับธนาคารพาณชย์ที่เป็นเจ้าหนี้แห่งนั้น ไม่ว่าจะเป็นการยื่นขอกู้ หรือแม้กระทั่งการลงชื่อยินยอมในนิติกรรมนั้น หรือแม้กระทั่งการแจ้งหนี้ให้ทราบในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมาแม้แต่สักครั้ง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธที่จะให้ข้อมูล

ความไม่ชอบมาพากลเริ่มเกิดขึ้นเมื่อทราบว่า ผู้บริหารบริษัทผู้ร่วมค้าที่ก่อให้เกิดความเสียหายมีความสนิทชิดเชื้อกับผู้บริหารของธนาคารพาณิชย์ใหญ่แห่งนั้น เป็นผู้ไปขอกู้ในนามของบริษัทร่วมค้า และที่น่าแปลกใจยิ่งขึ้นเมื่อตรวจสอบพบว่า การเป็นหนี้ของการร่วมค้านี้ กลับเป็นหนี้เพียงรายเดียว โดบบริษัทผู้ทำความเสียหายไม่พบเป็นหนี้หรือมีชื่อในเคริตบูโรแต่อย่างใดด้วย!!!

การติดตามเรื่องให้ถึงที่สุดเพราะดันไปเป็นหนี้ถึง 300 ล้านบาท อย่างไม่ชอบมาพากลนี้ จึงทำให้บริษัทผู้เสียหายได้ดำเนินการยื่นเรื่องต่อแบงก์ชาติเพื่อขอให้ช่วยตรวจสอบการปล่อยสินเชื่อที่มีเงื่อนงำดังกล่าว แต่ก็ได้รับการปฏิเสธตลอดมา ทั้งที่มีเหตุอันควรต้องตรวจสอบจากข้อมูลที่ยื่นไปและแล้วเรื่องก็มาถึงมือนายศรีสุวรรณในที่สุด ด้วยข้อมูลจากผู้เสียหายที่ครบถ้วน จึงเป็นที่มาของการเข้าร้องต่อ ป.ป.ช.ดังกล่าวข้างต้น

ที่น่าสนใจคือการปฏิเสธการเข้าดำเนินการตรวจสอบการปล่อยสินเชื่อดังกล่าวของแบงก์ชาติ ดังความร้องตอนหนึ่งระบุว่า “กรณีตามข้อร้องเรียนข้างต้นของบริษัทผู้เสียหาย ต่อธนาคารแห่งประเทศไทยและการชี้แจ้งของธนาคารแห่งประเทศไทยดังกล่าว ชี้ให้เห็นว่า ธนาคารแห่งประเทศไทยบ่ายเบี่ยงที่จะทำหน้าที่ในการตรวจสอบการทำธุรกรรมของธนาคารใหญ่แห่งนี้ตามการร้องเรียนของบริษัทผู้สียหาย หากแต่เลี่ยงหรือเฉที่จะตอบคำถามไปยังบริษัทฯ ดังกล่าวว่า ธปท.ได้รับแจ้งจากกรรมการบริษัมผู้ร้องเรียนว่า ได้ชำระหนี้ปิดบัญชีให้แก่ธนาคารพืณิชย์แห่งนั้นแล้ว จึงไม่ติดใจประเด็นกระบวนการทำงานของธนาคารพาณิชย์ผู้ปล่อยสินเชื่อแห่งนั้น

ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงจากหนังสือของบริษัทฯ เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565 ยืนยันว่า บริษัทฯ ไม่เคยมีการแจ้งในทางวาจาหรือลายลักษณ์อักษรว่า บริษัทฯ ไม่ติดใจประเด็นการทำงานของธนาคารพาณิชย์ใหญ่รายนั้น ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทอ้างแต่อย่างใด ทั้งบัญชีหนี้สินดังกล่าว ณ ปัจจุบันยังไม่ได้มีการปิดบัญชีแต่อย่างใดและยังคงมียอดหนี้ค้างชำระโดยมีสถานะผิดนัดชำระหนี้”

“การร้องเรียนของบริษัทฯ เป็นการร้องเรียนเกี่ยวกับการกระทำที่ผิดต่อหลักเกณฑ์ แนวนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทยเรื่องการทำธุรกรรมสินเชื่อ การลงทุนมนหลักทรัพย์ และการขานสินทรัพย์ของสถาบันการเงิน ฉบับลงวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562”

“ดังนั้น ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงมีอำนาจสั่งการให้ธนาคารนำเอกสารแฟ้มประวัติลูกหนี้ และเป็นหน้าที่โดยตรงของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะต้องแจ้งให้ธนาคารพาณิชย์แห่งนั้น นำส่งข้อมูลดังกล่าวเพื่อประกอบการพิจารณาการทำธุรกรรมด้านสินเชื่อของธนาคารพาณิชย์แห่งนั้นให้ธนาคารแห่งประเทศไทยสามารถตรวจสอบถือว่าข้อมูลตามที่บริษัทร้องเรียน ไม่ใช่หน้าที่ของบริษัทที่จะต้องขอหมายเรียกพยานเอกสารไปยังธนาคารพาณิชย์แห่งนั้น แต่เป็นอำนาจหน้าที่ของธนาคารแห่งประเทศไทยที่จะต้องดำเนินการตามกฎหมาย หากธนาคารแห่งประเทศไทยไม่ดำเนินการเรียกเอกสารดังกล่าวเพื่อใช้ประกอบการพิจารณาตรวจสอบเรื่องร้องเรียนดังกล่าว ย่อมถือว่าเป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่หรือทุจริตต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายของ ป.ป.ช.บัญญัติโดยชัดแจ้ง” บางตอนขอข้อความร้องของนายศรีสุวรรณ ระบุไว้

สรุปคือ ผู้เสียหายส่งสัยในพฤติกรรมการปล่อยกู้จะไม่ชอบมาพากล จึงร้องให้ธนาคารแห่งประเทศไทยตรวจสอบนั่นเอง แต่ก็ได้รับการปฏิเสธ

สำหรับบุคคลที่ถูกระบุในคำร้องที่เป็นผู้ถูกกล่าวหาประกอบด้วย 1. นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย 2. นายจาตุรงค์ จันทรรังษ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ ธนาคารแห่งประเทศไทย และ 3. ประธานคณะกรรมการคุ้มครองข้อมูลเครดิต ธนาคารแห่งประเทศไทย

ทีมข่าวสมาพันธ์ฯ

- Advertisement -