สนพ.เดินหน้าเปิดฟังความเห็นแผนพลังงานสู่Low Carbon Economy เดือนกันยายนนี้ มั่นใจทิศทางราคาพลังงานในอนาคตจากพลังงานหมุนเวียนต่ำช่วยเพื่อลดต้นทุนไฟฟ้าในระยะยาว
นายวัฒนพงษ์ คุโรวาท ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน(สนพ.) กล่าวในการจัดสัมนาทิศทางพลังงานไทย กับเป้าหมายลดการปล่อย CO2 ในหัวข้อการเสวนา “ทิศทางพลังงานไทย สู่แผนปฏิบัติลดการปล่อย CO2” ว่า ทิศทางพลังงานไทยเป็นปัจจัยสำคัญตามที่นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานกล่าวไว้ เพราะการลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ หรือ CO₂ เป็นโจทย์ที่ทุกประเทศทั่วโลกรวมถึงไทยด้วยต้องตระหนักถึงเรื่องนี้เพื่อเป็นมาตรฐานและโครงสร้างและศักยภาพในการแข่งขันของประเทศ ซึ่งทั่วโลกมีการทำชาแลนท์การไปสู่พลังงานสะอาดแล้ว โดยไทยเองมีการรับแผนพลังงานสู่Low Carbon Economy คือการปรับสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าRE มากกว่า50 โดยจะต้องพิจารณาควบคู่ไปกับต้นทุนแบตเตอรี่ด้วย ซึ่งรวมไปถึงการกำหนดเป้าหมายยานยนต์ไฟฟ้าตามนโยบาย 30@30 และโครงสร้างพื้นฐานรองรับและการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานมากกว่า30% ด้วยเทคโนโลยีการบริหารจัดการพลังงานอนาคต

ทั้งนี้ประโยชน์จากการปรับแผนพลังงานสู่Low Carbon Economy ที่จะดำเนินการในปี2565 คือสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและลดต้นทุนในสินทรัพย์ที่มีประสิทธภาพต่ำ การเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการไทยเพื่อรองรับรูปแบบการค้าผ่านภาษีคาร์บอน รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหามลพิษPM2.5ด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มสัดส่วนของพลังงานสะอาดซึ่งจะเป็นการเพิ่มการลงทุนในประเทศรวมถึงยังช่วยฟื้นฟูเศรษฐกิจหลังวิกฤติโควิดด้วย ซึ่งสนพ.จะรับฟังความเห็นจากทุกภาคส่วนในเดือนกันยายนนี้ก่อนจะนำมาปรับเป็นแผนต่างๆและเชื่อมโยงกับแผนซึ่งในปีหน้าน่าจะได้เห็นแผนที่ชัดเจน

“ส่วนทิศทางนโยบายราคาพลังงานในอนาคตนั้น สนพ.มองว่า จะช่วยส่งเสริมให้มีการใช้ประโยชน์จากพลังงานหมุนเวียนต่ำจากการลงทุนของผู้ใช้ ไฟฟ้าเพื่อลดต้นทุนไฟฟ้าโดยรวม ลดStranded Asset จากโครงสร้างพื้นฐานที่ไม่สอดคล้องกับแนวโน้มพลังงานเพื่อลดภาระการลงทุนที่ไม่จำเป็นและใช้ประโยชน์จากDERทดแทนการก่อสร้างโรงไฟฟ้ารูปแบบเดิม ซึ่งจะช่วยรักษาเสถียรภาพราคาไฟฟ้าและไม่ส่งผลต่อภาระต้นทุนไฟฟ้าในระยะยาว ”


ส่วนจะมีการปรับแผนให้เร็วขึ้นจากกรอบเวลาปี2565-2570นั้น มองว่า เป็นกรอบระยะเวลาที่เหมาะสมแล้ว แต่ถ้าหากมีเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหม่เข้ามาก็อาจจะมีการปรับแผนเป้าหมายให้เร็วขึ้น ส่วนจะมีการเปิดรับซื้อพลังงานหมุนเวียนหรือไม่นั้นในแผน2018 มีเป้าในการรับซื้อพลังงานหมุนเวียนอยู่แล้ว แต่ในช่วงเร่งด่วนปี2564-2573 ที่ผ่านมาก็มีหลายโครงการที่อาจจะล่าช้าไปบ้างซึ่งหลังจากการทบทวนก็อาจจะเพิ่มพลังงานหมุนเวียดเพิ่ม เช่น โรงงานไฟฟ้าชุมชน/เมือง รวมถึงการับซื้อพลังงานน้ำจากต่างประเทศและพลังงานแสดงอาทิตย์ที่ไทยเองก็มีศักยภาพในการผลิตมาเป็นพลังงานหมุนเวียน










