วันพฤหัสบดี 23 กรกฎาคม 2026
หน้าแรก ต่างประเทศ จีนวางระบบการศึกษาใหม่รับโลกอนาคต

จีนวางระบบการศึกษาใหม่รับโลกอนาคต

5

จีนกำลังก้าวผ่านจุดเปลี่ยนสำคัญของการพัฒนาการศึกษา จากช่วงที่มุ่งขยายโอกาสให้เด็กทุกคนได้เข้าเรียน ไปสู่การยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ให้ผู้เรียนแต่ละคนสามารถพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพ

กระทรวงศึกษาธิการจีน ระบุว่า ปัจจุบันจีนมีระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ประกอบด้วยโรงเรียนอนุบาล ประถมศึกษา และมัธยมศึกษาประมาณ 430,000 แห่ง รองรับนักเรียน 220 ล้านคน และมีครูประจำการ 15.77 ล้านคน

แผนพัฒนาการศึกษาตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 (ปีค.ศ. 2026–2030) กำหนดว่า ภายในปีค.ศ. 2030 จีนจะต้องสร้างระบบการศึกษาคุณภาพสูงให้สำเร็จในขั้นพื้นฐาน พร้อมพัฒนาสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันทางการศึกษาในระดับโลก แผนดังกล่าว กำหนดภารกิจสำคัญ 23 ด้าน เช่น การพัฒนาคุณธรรม การเชื่อมการศึกษากับวิทยาศาสตร์และการพัฒนากำลังคน การยกระดับบริการสาธารณะ การสร้างครูคุณภาพสูง และการเปิดความร่วมมือกับต่างประเทศ

หัวใจสำคัญประการแรกของระบบการศึกษาคุณภาพสูง คือ ความเสมอภาค จีนพยายามลดช่องว่างระหว่างเมืองกับชนบท รวมถึงระหว่างโรงเรียนที่มีทรัพยากรมากกับโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ปัจจุบันทุกเขตระดับอำเภอผ่านการประเมินด้านความสมดุลของการศึกษาภาคบังคับแล้ว อัตราการคงอยู่ในระบบการศึกษาภาคบังคับ 9 ปีอยู่ที่ร้อยละ 96.1 ขณะที่อัตราการเข้าเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายอยู่ที่ร้อยละ 92 โรงเรียนทั่วประเทศเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตครบทั้งหมด ทำให้โรงเรียนชนบทสามารถเรียนร่วมกับห้องเรียนในเมืองผ่านระบบออนไลน์ได้

ประการที่ 2 จีนกำลังนิยามคำว่า “คุณภาพ” ใหม่ โดยไม่วัดจากคะแนนสอบเพียงอย่างเดียว แต่ให้ความสำคัญกับการพัฒนาผู้เรียนทั้งด้านคุณธรรม สติปัญญา ร่างกาย สุนทรียภาพ และทักษะการทำงาน โรงเรียนได้รับการส่งเสริมให้เชื่อมการเรียนในห้องเรียนกับพิพิธภัณฑ์ ศูนย์วิทยาศาสตร์ ชุมชน สถานที่ทางประวัติศาสตร์ และแหล่งเรียนรู้นอกโรงเรียน หลักการ “สุขภาพต้องมาก่อน” ยังกำหนดให้นักเรียนมีกิจกรรมทางกายรวมอย่างน้อยวันละ 2 ชั่วโมง และเพิ่มช่วงพักระหว่างคาบเป็นประมาณ 15 นาที เพื่อให้เด็กได้เคลื่อนไหวและลดความตึงเครียดจากการเรียน

แนวทางนี้สะท้อนความพยายามลดวัฒนธรรมการแข่งขันด้วยคะแนน ซึ่งเป็นหนึ่งในความท้าทายของการศึกษาจีน หลายพื้นที่เตรียมลดจำนวนวิชาที่นำคะแนนมาคำนวณในการสอบเข้ามัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ “จงเข่า” โดยเปลี่ยนบางวิชาเป็นการประเมินแบบผ่าน–ไม่ผ่าน หรือจัดสอบแบบเปิดหนังสือ เป้าหมายคือเปิดพื้นที่ให้เด็กได้เรียนวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ศิลปะ และทักษะชีวิต โดยไม่เพิ่มภาระการสอบ แต่จีนยังต้องรักษาสมดุลระหว่างการลดแรงกดดันกับการใช้ข้อสอบมาตรฐานเพื่อสร้างความเป็นธรรมในการคัดเลือกนักเรียน

ประการที่ 3 การลงทุนใน “ครู” จีนวางแผนยกระดับมาตรฐานวิชาชีพ จริยธรรม และทักษะการสอน พร้อมเพิ่มการฝึกอบรมครูในชนบท ปรับการกระจายครูให้สอดคล้องกับจำนวนผู้เรียน ลดภาระงานที่ไม่เกี่ยวกับการสอน และคุ้มครองสิทธิและศักดิ์ศรีของครู โดยตั้งเป้าให้ภายในปี 2035 วิชาชีพครูเป็นหนึ่งในอาชีพที่ได้รับความเคารพและเป็นที่ต้องการมากที่สุด

ประการที่ 4 การใช้ดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ลดความเหลื่อมล้ำ จีนได้สร้างแพลตฟอร์มการศึกษาดิจิทัลขั้นพื้นฐานขนาดใหญ่ ซึ่งมีทรัพยากรการเรียนรู้มากกว่า 110,000 รายการ ครอบคลุมทุกวิชาและทุกระดับชั้น มีผู้ลงทะเบียนประมาณ 160 ล้านคน และมีการเข้าชมเฉลี่ยวันละ 50 ล้านครั้ง แพลตฟอร์มยังเปิดหมวดการศึกษา AI และทดลองใช้เครื่องมืออย่าง DeepSeek ในหลายพื้นที่ เพื่อช่วยครูเตรียมบทเรียน วิเคราะห์ปัญหาการเรียนรู้ และออกแบบการสอนให้เหมาะกับนักเรียนแต่ละคน

นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “AI Plus Education” ที่จีนต้องการบูรณาการ AI เข้ากับทุกองค์ประกอบและทุกช่วงของการศึกษา ตั้งแต่การพัฒนาความรู้พื้นฐานด้าน AI ในโรงเรียน ไปจนถึงการใช้ระบบวิเคราะห์ข้อมูลช่วยค้นหาจุดแข็งและจุดอ่อนของผู้เรียน แต่จีนย้ำว่า AI ควรเป็นเครื่องมือสนับสนุนครู ไม่ใช่เข้ามาแทนที่ครูทั้งหมด พร้อมเพิ่มเนื้อหาเรื่องความเป็นส่วนตัว ข่าวปลอมจาก AI และความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยีเข้าไปในบทเรียน

ขณะเดียวกัน การสอนวิทยาศาสตร์จะเปลี่ยนจากการท่องจำไปสู่การตั้งคำถาม การทดลอง และการแก้ปัญหาจริง จีนตั้งเป้าสร้างระบบการศึกษาวิทยาศาสตร์ที่เป็นรูปธรรมภายในปี 2030 และพัฒนาเป็นระบบนิเวศการเรียนรู้เต็มรูปแบบภายในปี 2035 โดยระดับประถมต้นเน้นประสบการณ์และความอยากรู้อยากเห็น ประถมปลายเน้นการสำรวจและลงมือทำ มัธยมต้นเน้นการแก้ปัญหาในชีวิตจริง และมัธยมปลายเน้นการวิจัย การทดลอง และงานด้านวิศวกรรม

อีกโจทย์หนึ่งคือ การปรับระบบให้ทันต่อโครงสร้างประชากร จำนวนเด็กประถมของจีนเริ่มลดลง ขณะที่บางเมืองยังมีนักเรียนเพิ่มขึ้นจากการเคลื่อนย้ายประชากร จีนจึงต้องโยกย้ายครู ปรับจำนวนโรงเรียน เพิ่มที่นั่งในพื้นที่ซึ่งมีความต้องการสูง และนำทรัพยากรส่วนเกินมาใช้ลดขนาดชั้นเรียนหรือจัดการเรียนรู้เฉพาะบุคคล หากบริหารจัดการได้ดี การมีเด็กน้อยลงอาจกลายเป็นโอกาสให้ครูดูแลนักเรียนได้ทั่วถึงมากขึ้น

การสร้างระบบการศึกษาคุณภาพสูงของจีนจึงเป็นการขับเคลื่อนหลายมิติพร้อมกันทั้งความเสมอภาค คุณภาพครู สุขภาวะผู้เรียน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี การประเมินผล และการบริหารทรัพยากรตามการเปลี่ยนแปลงของประชากร โดยวัดผลความสำเร็จจากการที่เด็กทุกคน ไม่ว่าจะอยู่ในเมืองหรือชนบท สามารถเข้าถึงครูที่ดี ทรัพยากรที่เหมาะสม และการเรียนรู้ที่ช่วยให้คิดเป็น ทำเป็น และพร้อมรับมือกับโลกอนาคตได้มากเพียงใด

บทความ : ประวีณมัย บ่ายคล้อย

ภาพ : CGTN

- Advertisement -