มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ประสบความสำเร็จในการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้กว่า 1,135 ตัน ผ่านการจัดการพื้นที่สีเขียวด้วยข้อมูลเชิงลึก ซึ่งทำให้มีอัตราสูงกว่ามหาวิทยาลัยชั้นนำในสหรัฐอเมริกาและแคนาดาอย่างชัดเจน ติดอันดับ Top 3 มหาวิทยาลัยเอกชนไทยใน UI Green Metric World University Ranking ต่อเนื่อง 9 ปีซ้อน พร้อมขับเคลื่อนเป้าหมายความเป็นกลางทางคาร์บอน (carbon neutrality) ภายในปี 2593 และการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (net zero emissions) ภายในปี 2608 ของประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
จากผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Current Science and Technology ปี 2025 ชี้ว่า DPU มีอัตราการดูดซับ CO₂ เฉลี่ย 4.29 ตันต่อเฮกตาร์ต่อปี แม้มีพื้นที่เพียง 13.23 เฮกตาร์ แต่มีการปลูกต้นไม้ถึง 2,577 ต้น ครอบคลุม 191 ชนิดพันธุ์ และผลิตออกซิเจนได้มากถึง 825 ตันต่อปี
ในย่านถนนประชาชื่นของกรุงเทพฯ เส้นทางสัญจรที่คึกคักถูกขนาบข้างด้วยแนวต้นไม้สูงตระหง่านภายในรั้วมหาวิทยาลัย เสียงลมที่พัดผ่านใบไม้เบาๆ ค่อยๆ กลบเสียงรถราจากภายนอก พื้นที่สีเขียวเหล่านี้ไม่ได้มีไว้แค่เพื่อความร่มรื่นหรือสวยงาม แต่เป็นปอดที่สำคัญของเมือง และเป็นห้องปฏิบัติการธรรมชาติที่อุดมด้วยองค์ความรู้ ซึ่งถูกพลิกข้อจำกัดให้เป็นโอกาสในการสร้างสรรค์ “Smart Green Campus” ที่ไม่เพียงเป็นกลไกบูรณาการหลักสูตร งานวิจัย และจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมให้กับคนรุ่นใหม่ แต่ยังพิสูจน์ว่า “มหาวิทยาลัยกลางเมือง” ก็สามารถสร้างผลกระทบเชิงสิ่งแวดล้อมได้จริง หากลงมือทำอย่างมีข้อมูล
‘เล็กแต่ทรงพลัง’ ป่าขนาดย่อมในใจกลางมหานคร
แม้จะเป็นมหาวิทยาลัยในเขตเมืองขนาดเล็กเมื่อเทียบกับต่างประเทศ DPU กลับแสดงศักยภาพในการดูดซับคาร์บอนได้อย่างโดดเด่น โดยสามารถกักเก็บคาร์บอนรวมกว่า 309.54 ตันคาร์บอน หรือเทียบเท่าการดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 1,135 ตัน CO₂ (tCO₂) ซึ่งคิดเป็นอัตราเฉลี่ย 4.29 ตันต่อเฮกตาร์ต่อปี ซึ่งสูงกว่าหลายมหาวิทยาลัยในอเมริกาและแคนาดาอย่างมีนัยสำคัญ
โดยมหาวิทยาลัย Dalhousie University มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 1.6 ตันต่อเฮกตาร์ต่อปี และมีความหนาแน่นต้นไม้เพียง 40.45 ต้นต่อเฮกตาร์ ขณะที่มหาวิทยาลัย California State University มีอัตราเฉลี่ยเพียง 1.085 ตันต่อเฮกตาร์ต่อปี และความหนาแน่นต้นไม้เพียง 27.47 ต้นต่อเฮกตาร์
ตัวเลขเหล่านี้ไม่เพียงเน้นย้ำถึงประสิทธิภาพของระบบนิเวศภายในมหาวิทยาลัย แต่ยังสะท้อนแนวคิดการจัดการพื้นที่อย่างมีกลยุทธ์ที่ไม่ได้วัดผลด้วยขนาดพื้นที่ หากแต่ด้วยศักยภาพการใช้ทุกตารางเมตรให้เกิดประโยชน์สูงสุด บนพื้นที่สีเขียวทั้งหมด 13.23 เฮกตาร์ DPU ปลูกต้นไม้รวม 2,577 ต้น ครอบคลุม 191 ชนิดพันธุ์ โดยมีความหนาแน่นต้นไม้สูงถึง 194.79 ต้นต่อเฮกตาร์
ต้นไม้ในมหาวิทยาลัยไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างความร่มรื่นหรือความสวยงามเชิงภูมิสถาปัตย์ หากแต่เป็น “เครื่องมือกักเก็บคาร์บอน” ที่ทำงานเงียบๆ ตลอดทั้งปี และเป็นฟันเฟืองสำคัญของเมืองสีเขียวในแบบฉบับที่ลงมือทำจริง
ประดู่และไทรเกาหลี ต้นไม้ฮีโร่
จากการเก็บข้อมูลเชิงประจักษ์ภายในมหาวิทยาลัย พบชนิดพันธุ์ไม้เด่นสองชนิดที่มีบทบาทสำคัญต่อระบบนิเวศของ DPU โดย “ไทรเกาหลี” (Ficus annulata) เป็นชนิดพันธุ์ที่พบมากที่สุด ด้วยจำนวน 588 ต้น คิดเป็น 22.82% ของต้นไม้ทั้งหมด แม้ไม่ใช่ต้นไม้ขนาดใหญ่ที่โดดเด่น แต่เปรียบเสมือน “ผู้เฝ้าระวังพื้นที่สีเขียว” กระจายตัวอยู่ทั่วทุกตารางเมตร พร้อมสร้างดัชนีค่าความสำคัญ (IVI) สูงถึง 47.3091
ในขณะที่ “ประดู่” (Pterocarpus indicus) คือ “พระเอก” ตัวจริงในการกักเก็บคาร์บอน ต้นไม้ประจำชาติไทยที่สะสม CO₂ สูงสุดถึง 123,459 กิโลกรัม จาก 109 ต้น ซึ่งแสดงถึงศักยภาพล้นเหลือในการลดคาร์บอน และผลิตออกซิเจนได้มากที่สุด
แม้ว่าค่าการกักเก็บ CO₂ เฉลี่ยต่อต้นของ DPU (0.022 ตันคาร์บอนไดออกไซด์/ต้น/ปี) จะต่ำกว่าค่าอ้างอิงของ IPCC (0.0521 ตันคาร์บอนไดออกไซด์/ต้น/ปี) ซึ่งเป็นผลมาจากการที่ DPU มีสัดส่วนของชนิดพันธุ์ไม้ที่มีลำต้นบางจำนวนมาก เช่น ไทรเกาหลี (Ficus annulata) และอโศกอินเดีย (Polyalthia longifolia) ที่มักปลูกตามแนวรั้วและขอบถนน ในขณะที่ต้นไม้ขนาดใหญ่จะกระจุกตัวอยู่ในพื้นที่สีเขียวส่วนกลางของมหาวิทยาลัย แต่เมื่อพิจารณาแบบองค์รวมของระบบนิเวศ ความหนาแน่นของต้นไม้ ชนิดพันธุ์ที่หลากหลาย และการจัดการเชิงกลยุทธ์ กลับช่วยชดเชยและส่งเสริมให้พื้นที่สีเขียวของมหาวิทยาลัยสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง
นอกจากนี้ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นถึงความหลากหลายทางชีวภาพในระดับสูง โดยดัชนีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ Shannon-Weiner Species Diversity (SWSD) Index อยู่ที่ 3.7730 ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยที่บันทึกไว้ใน ‘ป่าโคกทุ่งบะ’ มหาวิทยาลัยราชภัฏร้อยเอ็ด ที่มีค่าอยู่ที่ 3.73
บทเรียนจากการลงมือทำ
การศึกษาวิจัยนี้จัดทำโดยทีมคณาจารย์และนักวิจัยของ DPU ประกอบด้วย ผศ. ดร. พัทธนันท์ เพชรเชิดชู รองอธิการบดีสายงานวิชาการ, รศ. ดร. นิตย์ เพ็ชรรักษ์ นักวิจัยอาวุโส และ อาจารย์นุชา สถิตพงษ์ ผู้จัดการหน่วยงาน General Support & Services ซึ่งมีประสบการณ์อันหลากหลายในการออกแบบจัดสวนในประเทศบรูไนและสวีเดน การสร้างแหล่งเรียนรู้พืชสมุนไพร ไปจนถึงการวิจัยหญ้าแฝกและการเขียนคู่มือสิ่งแวดล้อม ได้นำความรู้เชิงปฏิบัติมาเสริมสร้างให้งานวิจัยนี้มีความแข็งแกร่งและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น
การสำรวจภาคสนามอย่างละเอียดจัดขึ้นระหว่างเดือนกันยายนจนถึงเดือนพฤศจิกายน พ.ศ. 2566 ซึ่งในระหว่างนั้น มีการจัดเก็บข้อมูลต้นไม้รายต้นด้วยเครื่องมือวัดความสูง, เลเซอร์วัดระยะรุ่น GLM 50C (Bosch) และเทปวัด เพื่อสำรวจ นับ และวัดขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ระดับอก (DBH ที่ความสูง 1.3 เมตร) ของต้นไม้ที่มีลำต้นขนาดเส้นรอบวงอย่างน้อย 12 ซม.
โดยมีวัตถุประสงค์หลักของการวิจัยคือ เพื่อพัฒนาฐานข้อมูลต้นไม้ที่สมบูรณ์สำหรับ DPU และประเมินศักยภาพการกักเก็บ CO₂ โดยใช้สมการอัลโลเมตริก (Allometric Equations) เฉพาะชนิดพันธุ์ รวมถึงประเมินความหลากหลายของชนิดพันธุ์ด้วยดัชนีค่าความสำคัญ (IVI) และดัชนีความหลากหลายของชนิดพันธุ์ Shannon-Weiner Species Diversity (SWSD) Index อนึ่ง ผลการศึกษาภายใต้ชื่อ ‘Assessing Carbon Sequestration and Biodiversity: A Comprehensive Study of Trees at Dhurakij Pundit University’ นี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสาร Journal of Current Science and Technology (Volume 15, No. 2, 2025)
จากผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า โซน Z3 (เหนือ) และ โซน Z2 (ใต้) ซึ่งเป็นโซนเก่าแก่ของมหาวิทยาลัยที่มีต้นไม้ปลูกมาตั้งแต่ปี 2522 มีสัดส่วนการกักเก็บคาร์บอนสูงสุด คิดเป็น 40.54% และ 38.42% ตามลำดับ โดยทั้งสองโซนนี้รวมกันครอบคลุมราว 70% ของพื้นที่ทั้งหมด และมีบทบาทสำคัญในการกักเก็บ CO₂ ถึง 80% รวมถึงเป็นที่ตั้งของต้นไม้กว่า 60% ของมหาวิทยาลัย ซึ่งถือเป็น “เขตสีเขียวหัวใจหลัก” ที่ทำหน้าที่เสมือนปอดของ DPU
จิตสำนึกที่งอกงามไปพร้อมกับใบไม้
ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้คือ เครื่องมือเชิงกลยุทธ์ของ DPU ในการออกแบบและพัฒนาพื้นที่สีเขียว โดยมหาวิทยาลัยได้ใช้ฐานข้อมูลต้นไม้เพื่อวางแผนพัฒนาโซน Z1 (ตะวันตก) และ โซน Z4 (ตะวันออก) ซึ่งยังมีศักยภาพกักเก็บ CO₂ ที่ค่อนข้างน้อยเมื่อเทียบกับสองโซนเก่าแก่ ด้วยเหตุนี้แผนการในอนาคตจึงมุ่งเน้นนโยบายการปลูกต้นไม้ที่มองไปข้างหน้า โดยจะเน้นชนิดพันธุ์ไม้ที่มีประสิทธิภาพสูงในการกักเก็บคาร์บอน และทนทานต่อสภาพภูมิอากาศ รวมถึงประเมินค่าใช้จ่ายและบำรุงรักษาในระยะยาว เพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่สีเขียวจะยังคงเป็นปอดสำคัญและห้องปฏิบัติการธรรมชาติที่ยั่งยืนต่อไป
ความมุ่งมั่นของ DPU ในด้านความยั่งยืนนี้สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ของมหาวิทยาลัยที่ว่า “DPU จะเป็นแรงขับเคลื่อนหลักของการเปลี่ยนแปลงธุรกิจใหม่ เพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจที่ยั่งยืน” โดยวิสัยทัศน์นี้ยังถูกบูรณาการเข้ากับหลักสูตรการเรียนการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโครงการ Capstone Projects ที่มุ่งตอบสนองเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) และเน้นด้านการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศ
ด้วยความสำเร็จเหล่านี้ทำให้ DPU ได้รับการยอมรับในระดับสากล โดยได้รับการจัดอันดับอยู่ใน Top 3 ของมหาวิทยาลัยเอกชนไทยที่มีคะแนนสูงสุดใน UI Green Metric World University Ranking ติดต่อกันถึง 9 ปี ตอกย้ำบทบาทของมหาวิทยาลัยในการเป็นผู้นำด้านความยั่งยืน ซึ่ง DPU ยังคงเดินหน้าส่งเสริมโครงการด้านสิ่งแวดล้อม การจัดการของเสีย และการพัฒนาพื้นที่สีเขียวอย่างต่อเนื่อง
การศึกษาครั้งนี้วางรากฐานสำคัญให้ DPU ประเมินแนวโน้มการเติบโตของต้นไม้และศักยภาพการกักเก็บคาร์บอนในอนาคต แม้จะมีชนิดพันธุ์ไม้ลำต้นเล็กจำนวนมากที่อาจจำกัดการกักเก็บคาร์บอนต่อต้น แต่ผลวิจัยนี้ก็เสนอแนวทางสำคัญ เช่น การประเมินอัตราการเติบโต การวิเคราะห์ต้นทุนจัดการและบำรุงรักษาในระยะยาว รวมถึงการระบุชนิดพันธุ์ไม้เศรษฐกิจ ไม้พื้นถิ่น ที่มีประสิทธิภาพดูดซับคาร์บอนสูงและปรับตัวเข้ากับสภาพภูมิอากาศได้ดี ดังนั้นการปลูกต้นไม้ที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ดิน และความชื้นจึงจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับ DPU และจะยังคงดำเนินต่อไป
แนวทางของ DPU สามารถเป็นต้นแบบให้มหาวิทยาลัยในเมืองอื่นๆ นำไปประยุกต์ใช้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของพื้นที่สีเขียวในแบบที่สอดคล้องกับบริบทท้องถิ่น โดยใช้ฐานข้อมูลต้นไม้เป็นเครื่องมือวางแผน เลือกชนิดพันธุ์ที่ดูดซับคาร์บอนได้ดี ทนทาน ดูแลง่าย และเชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์ด้านสิ่งแวดล้อมของสถาบันในระยะยาว ไม่ใช่เพียงเพื่อ “ลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เท่านั้น แต่เพื่อสร้างเมืองที่น่าอยู่และยั่งยืนอย่างแท้จริง เพราะ DPU ไม่ได้เป็นแค่ “มหาวิทยาลัยสีเขียว” ในความหมายทางกายภาพ หากแต่เป็นต้นแบบของสถาบันอุดมศึกษายุคใหม่ที่บูรณาการงานวิจัย การจัดการ และเป้าหมายด้านความยั่งยืนเข้าไว้ใน DNA ขององค์กรอย่างเป็นรูปธรรม











