โครงการฉาว “สถานีไฟฟ้าปัตตานี 2 – สถานีไฟฟ้าสายบุรี จังหวัดปัตตานี มูลค่า 125 ล้านบาท ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ไม่จบง่ายๆ !!??
แม้ล่าสุดอธิบดีกรมบัญชีกลางคนล่าสุด นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ปฏิบัติราชการแทนปลัดกระทรวงการคลัง ออกคำสั่งกระทรวงการคลัง ทื่ 204/2565 ลงวันที่ 31 มกราคม 2565 เพิกถอนบริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) ออกจากการเป็น “ผู้ทิ้งงาน” ภายหลังจากที่นายประภาศ คงเอียด อดีตอธิบดีกรมบัญชีกลาง ได้เคยออกคำสั่งให้บริษัท บูรพา เทคนิคอลฯ รายเดียวกันนี้ เป็นผู้ทิ้งงาน ไปแล้วเมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2564 ตามคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1399/2564 ตามที่สมาคมสมาพันธ์นักข่าวฯ ได้นำเสนอมาแล้วอย่างต่อเนื่อง
ทั้งนิ้ สาเหตุที่ว่า “ไม่จบง่ายๆ” ก็เพราะการออกคำสั่งของนางสาวกุลยา เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2565 ดังกล่าว อ้างเหตุผลเพียงประโยคสั้นๆ ว่า “ปรากฏข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นสาระสำคัญ และเป็นข้อโต้แย้งที่มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้บริษัทฯ ไม่สมควรถูกสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน” จนเป็นที่กังขาของสังคม โดยเฉพาะกับนายศรีสุวรรณ จรรยา เลขาธิการ สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย
- เรื่องถึง ป.ป.ช.

และพลันเรื่องก็หนีไม่พ้นที่จะต้องถึงสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) โดยเมื่อนายศรีสุวรรณ ได้เดินทางเข้ายื่นเรื่องขอให้ ป.ป.ช. ดำเนินการไต่สวนสอบสวนอธิบดีกรมบัญชีกลาง (นางสาวกุลยา ตันติเตมิท ) กับพวก ฐานเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำความผิดฐานทุจริตต่อหน้าที่ หรือกระทำความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการหรือไม่…? เมื่อวันที่ 23 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา
โดยนายศรีสุวรรณ ระบุว่า สืบเนื่องจากการที่สมาคมฯ ได้เคยร้องเรียนไปยัง ป.ป.ช. เมื่อ 9 ก.ค.64 เพื่อขอให้ไต่สวนสอบสวนผู้บริหารการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ที่เอื้อให้เอกชนที่ทำผิดสัญญาโครงการฯที่ทำไว้กับ กฟภ. แต่กลับไม่เรียกค่าปรับหลังบอกเลิกสัญญา อีกทั้งภายหลังยังจัดทำทีโออาร์โครงการใหม่ โดยไม่ระบุเงื่อนไขให้ผู้ยื่นข้อเสนอต้องไม่เคยถูก กฟภ.บอกเลิกสัญญา เพื่อเปิดโอกาสให้เอกชนรายเดิมที่เคยถูก กฟภ.บอกเลิกสัญญา สามารถเข้ามาประมูลงานหรือยื่นข้อเสนอได้ใหม่ อันอาจเป็นพฤติการณ์ที่เอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนบางราย อาจขัดต่อ พ.ร.บ.ป.ป.ช.2561 ได้
กรณีดังกล่าว ทำให้ กฟภ.ตัดสินใจแจ้งชื่อบริษัทเอกชนที่อาจทำผิดสัญญาโครงการจ้างเหมาก่อสร้างสายส่งระบบ 115 KV ช่วงสถานีไฟฟ้าปัตตานี 2 -สถานีไฟฟ้าสายบุรี จ.ปัตตานี เป็นเงิน 125 ล้านบาท ที่ทำไว้กับ กฟภ.ดังกล่าวไปยังกระทรวงการคลัง จนกระทั่งเมื่อวันที่ 13 ส.ค.64 รษก.ปลัดกระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นอธิบดีกรมบัญชีกลาง (ในขณะนั้น) ได้ใช้อำนาจตาม ม.109 วรรคหนึ่ง(2) แห่งพรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ 2560 มีคำสั่งกระทรวงการคลังที่ 1399/2564 สั่งให้ บ.บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) เป็นผู้ทิ้งงาน
แต่ทว่า เมื่อวันที่ 31 ม.ค.65 ที่ผ่านมา ปรากฏว่า อธิบดีกรมบัญชีกลาง(คนปัจจุบัน) กลับมีคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่ 204/2565 ทำการเพิกถอนบ.บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่ง จำกัด(มหาชน) ออกจากการเป็นผู้ทิ้งงาน โดยอ้างว่าคำอุทธรณ์ของบริษัทฯ ดังกล่าว ปรากฏข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นสาระสำคัญ และเป็นข้อโต้แย้งที่มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้บริษัทฯไม่สมควรถูกสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน ซึ่งเมื่อตรวจสอบย้อนข้อมูลที่ใช้เป็นข้ออ้างดังกล่าวข้างต้น กลับไม่พบข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นสาระสำคัญ และเป็นข้อโต้แย้งที่ไม่มีเหตุผลเพียงพอแต่อย่างใด
กรณีดังกล่าว จึงเชื่อได้ว่า อธิบดีกรมบัญชีกลางและคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ กระทำการโดยมีพิรุธหลายประการ อันเป็นการใช้อำนาจที่อาจเป็นไปโดยมิชอบด้วยกฎหมาย สมาคมองค์การพิทักษ์รัฐธรรมนูญไทย จึงนำความมาร้องเรียนต่อ ป.ป.ช. เพื่อขอให้ดำเนินการไต่สวนสอบสวนเอาผิดตามกฎหมายของ ป.ป.ช.ต่อไป นายศรีสุวรรณ กล่าว
ต่อข้อถามถึงสามารถดำเนินการขอข้อมูลที่ว่าเป็นข้อมูลใหม่มีรายละเอียดอย่างไรจากกรมบัญชีกลางได้หรือไม่ นายศรีวุรรณ กล่าวว่า การยื่นเรื่องให้ ป.ป.ช.ครั้งนี้ เชื่อว่า ในการสอบสวนของ ป.ป.ช. จะต้องสอบสวนหรือถามหาข้อมูลใหม่ที่ว่านี้มาพิจารณาอย่างแน่นอน
- บัญชีกลาง “ร้อน” ออกโรงชี้แจงทันที
อย่างไรก็ตาม ภายหลังนายศรีสุวรรณ เข้ายื่นเรื่องต่อ ป.ป.ช. ในวันเดียวกันนี้เองในช่วงบ่าย กรมบัญชีกลางได้ออกเอกสารข่าวชี้แจ้งทันที ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเหตุผลของคำสั่งดังกล่าว โดยเอกสารข่าวอ้างถึงนางสาววารี แว่นแก้ว รองอธิบดีกรมบัญชีกลาง ในฐานะโฆษกกรมบัญชีกลาง และระบุถึงเหตุผลการเพิกถอนบริษัท บูรพา เทคนิคอลฯ ออกจากการเป็นผู้ทิ้งงาน “เพราะมีการโต้แย้งประเด็นใหม่ที่ยังไม่เคยได้รับการพิจารณา และมีการชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมในประเด็นเดิม อันเป็นสาระสำคัญ” 4 ข้อด้วยกัน

- เปิดข้อมูลแย้ง ข้อมูลใหม่ อยู่ตรงไหน?
อย่างไรก็ตาม สมาคมสมาพันธ์นักข่าวฯ จะขอนำบางส่วนที่ กฟภ.ได้เคยตอบข้อสงสัยของกรมบัญชีกลางมาแล้วโดยเฉพาะกับประเด็นที่เกี่ยวข้อง 4 ประเด็นสำคัญที่กรมบัญชีกลางกล่าวถึง มาเทียบเคียงอีกครั้งให้ผู้อ่านพิจารณา ดังนี้
การทำงานทั้งหมดจะมี 9 ช่วง ได้รับอนุญาตแล้ว 5 ช่วง อยู่ระหว่างขออนุญาต 4 ช่วง ซึ่งบริษัทฯ สามารถเข้าดำเนินการก่อนได้เลย และบริษัทฯ ก็ไม่ได้โต้แย้ง พร้อมส่งมอบแผนงานก่อสร้างให้ในเวลาต่อมา และยังได้มอบพื้นที่เพิ่มให้อีก 3 ช่วง ในเดือน พ.ย. 2559 และเมื่อมอบพื้นที่ได้ 8 ช่วงแล้ว บริษัทฯ มีการดำเนินการคืบหน้างานก่อสร้างเพียง 2.52% จากแผนงาน 18.74% โดยบริษัทฯ อ้างเหตุความล่าช้าเกิดจากคนงาน เครื่องจักร ในการดำเนินงานไม่เพียงพอ โดยไม่ได้รับผลกระทบจากการส่งมอบพื้นที่แต่อย่างใด
ทั้งนี้ การอนุมัติแบบและอุปกรณ์ของ กฟภ. มีขั้นตอนการดำเนินการเหมือนกันทุกสัญญา คือ ก่อนดำเนินการบริษัทฯ จะต้องส่งแบบและวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้ต่างๆ มาให้ กฟภ.พิจารณาอนุมัติ ซึ่งอาจต้องมีการแก้ไขหรือเพิ่มเติม ซี่งตามที่บริษัทฯ แจ้งว่า กฟภ.อนุมัติล่าช้า 3 ฉบับนั้น เมื่อเทียบกับแผนงานหลัก (Master Plan) แล้วจะพบว่า กฟภ.อนุมัติของ กฟภ. ไม่มีผลกระทบต่อการก่อสร้างตามแผนงานหลักของบริษัทฯ แต่อย่างใด ซึ่งหลังจากที่ กฟภ.ได้อนุมัติแบบไปแล้ว บริษัทฯ ก็ไม่สามารถดำเนินการก่อสร้างให้มีความคืบหน้าตามแผนงานได้
ส่วนกรณีบริษัทฯ อ้างว่า กฟภ.ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ตามสัญญาได้ ทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถทำงานฐานราก งานตั้งเสาไฟและงานชักสายไฟได้ เพราะขั้นตอนงานฐานรากและงานตั้งเสาไปต้องดำเนินการก่อนขั้นตอนอื่นๆ กฟภ.ชี้แจงว่า ตามขั้นตอนการดำเนินงานก่อสร้างตามข้างต้น ผู้รับจ้างต้องดำเนินงานก่อสร้าง ฐานราก>งานปักเสา และติดตั้งอุปกรณ์ประกอบหัวเสา > งานพาดสาย โดยสามารถดำเนินงานก่อสร้างทั้ง 3 ขั้นตอนเป็นช่วงๆ ได้
กรณีที่บริษัทฯ อ้างว่า กฟภ.ไม่สามารถส่งมอบพื้นที่ตามสัญญาได้ ทำให้บริษัทฯ ไม่สามารถทำงานฐานราก งานตั้งเสาไฟและงานชักสายไฟได้นั้น จึงไม่ใช่สาเหตุที่ทำให้บริษัทฯ ทำงานไม่แล้วเสร็จตามสัญญาจ้างได้ โดยข้อเท็จจริงตามสรุปรายงานประชุมติดตามงานก่อสร้าง ครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 15 พ.ย. 2559 กฟภ.ได้แจ้งบริษัทฯ รับทราบการได้รับอนุญาตก่อสร้างอีก 3 ช่วง รวมเป็นพื้นที่ที่ได้รับอนุญาตแล้ว 8 ช่วง คงเหลือ 1 ช่วง และตามรายงานผู้ควบคุมงานครั้งที่ 4 บริษัทฯ มีความคืบหน้างานก่อสร้างเพียง 2.52% จากแผนงาน 18.74% โดยบริษัทฯ สามารถเข้าทำงานได้ตามแผนงานในพื้นที่ที่ กฟภ.ส่งมอบงานได้ ซึ่งจะเห็นได้ว่า ปริมาณงานที่บริษัทฯได้ดำเนินงานก่อสร้างแล้วเสร็จน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณงานที่ต้องก่อสร้าง
นอกจากนี้ กฟภ.ชี้แจงว่า กรณีงานก่อสร้างฐานรากและงานปักเสาไฟ และติดตั้งอุปกรณ์ประกอบหัวเสา บริษัทฯ ไม่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในส่วนดังกล่าวให้ครบทุกพื้นที่ตามสัญญา โดยบริษัทฯ สามารถดำเนินการพาดสายไฟในแต่ละช่วงก่อนได้ โดยไม่จำเป็นต้องดำเนินการงานก่อสร้างฐานรากและปักเสาไปทุกช่วงให้แล้วเสร็จก่อน ทั้งนี้ การเชื่อมโยงระบบการจ่ายไฟจะดำเนินการเมื่อผู้รับจ้างดำเนินงานทั้งหมดครบถ้วนตามสัญญาแล้ว
กรณีนี้บริษัทฯ ชี้แจงว่า ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ กฟภ.ชี้แจงว่า ตามที่ กฟภ.ได้ชี้แจงไปแล้วว่า ได้ตรวจสอบแล้วเห็นว่า เหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ที่บริษัทฯ แจ้งมาอยู่นอกพื้นที่โครงการทั้ง 9 ช่วงตามสัญญา โดยข้อเท็จจริงบริษัทฯสามารถเข้าพื้นที่ ขนส่งอุปกรณ์ หรือการทำงานอื่นๆ ได้ตามปกติ จึงไม่ถือเป็นเหตุที่จะพิจารณาขยายสัญญา ประกอบกับสัญญาดังกล่าว เข้าข่ายตามมติ ครม.เมื่อวันที่ 15 พ.ค. 2564 เรื่องมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการก่อสร้าง ที่กำหนดให้พิจารณาเพิ่มระยะเวลาดำเนินการที่จะกำหนดในสัญญา สำหรับการก่อสร้างในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ จำนวนไม่เกินร้อยละ 50 ของระยะเวลาที่ได้ประมาณการไว้เดิม จึงถือว่า บริษัทฯ ได้ประโยชน์จากมาตรการช่วยเหลือฯ ดังกล่าวแล้ว
(อ่านประกอบ) เปิดเอกสาร … คำถาม-คำชี้แจง ไม่พบ “ข้อมูลใหม่” …? ปฏิบัติการ “ตั้งธง” รอ … เพิกถอน “บูรพาฯ”
- สหภาพแรงงาน กฟภ. ออกโรง
นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2565 ที่ผ่านมา สหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจ การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (สร.กฟภ.) ได้ทำหนังสือถึงนายศุภชัย เอกอุ่น ผู้ว่าการ กฟภ. เพื่อขอทราบข้อเท็จจริง กรณี การเพิกถอนคำสั่ง บริษัท บูรพา เทคนิคอลฯ ออกจากการเป็นผู้ทิ้งงาน
โดยระบุไว้ตอนหนึ่งว่า กฟภ. ในฐานะเป็นหน่วยงานต้นเรื่องที่เกี่ยวข้องโดยตรง ควรตรวจสอบและจะต้องแสวงหาข้อเท็จจริงและความถูกต้อง โดยเฉพาะคำสั่งของกระทรวงการคลัง เรื่องเพิกถอนคำสั่งกระทรวงการคลัง ที่1399/2564 ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2564 ออกจากบัญชีรายชื่อผู้ทิ้งงานนั้น กฟก. ได้รับผลกระทบที่ทำให้เกิดความเสียหายในเรื่องใดบ้าง
ผู้บริหาร กฟภ. ต้องกล้าหาญและต้องกล้าเผชิญกับความจริงที่เกิดขึ้น โดยจะต้องยึดหลักธรรมาภิบาลมาบริหารจัดการองค์กรเป็นเรื่องหลัก โดยจะต้องคำนึงถึงประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญสูงสุด อย่าปล่อยให้อำนาจที่มองไม่เห็นเข้ามาครอบงำจนทำให้ขาดความเชื่อมั่นไม่กล้าตัดสินใจ
สร.กฟภ. เห็นว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่และมีความสำคัญ อาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับผลประโยชน์ต่างตอบแทน จนเป็นที่สนใจของประชาชนและสื่อมวลชนต่างๆ จึงขอเสนอผู้บริหาร กฟภ. ตรวจสอบข้อเท็จจริงและหาความจริงให้ปรากฏ รวมทั้งจะต้องหาผู้รับผิดชอบในเรื่องนี้โดยเร็ว ประชาชนต้องได้รับคำตอบที่เป็นประโยชน์คืนสู่สังคมและเพื่อเป็นการกอบกู้ภาพลักษณ์ที่ดีของ กฟภ. และคืนความชอบธรรมของพนักงาน กฟภ. ทุกคน ที่ได้ร่วมกันรักษาผลประโยชน์ ปกป้อง ดูแลองค์กรด้วยความเป็นธรรม โปร่งใส เพื่อชาติและประชาชน อย่าปล่อยไว้จนทำให้เป็นปัญหาและเกิดความสับสนคลุมเครือให้กับ กฟภ. ซึ่ง สร.กฟภ. ยืนยันว่าหากยังไม่ได้รับการชี้แจงที่เป็นประโยชน์จะติดตามเรื่องนี้ต่อไปจนกว่าความจริงจะปรากฎ”
นอกจากนี้ สร.กฟภ.ยังระบุถึงกระททรวงการคลังว่า จากคำสั่งของกระทรวงการคลังดังกล่าวข้างต้น แม้จะเป็นอำนาจที่สามารถกระทำได้ แต่ในความเป็นผู้ถือกติกา ย่อมจะต้องตระหนักในความเป็นธรรมรอบคอบให้มากที่สุด และต้องคำนึงถึงผลกระทบของการพิจารณาที่จะตามมาด้วย เพราะคำสั่งดังกล่าว คือ อาวุธที่สามารถนำมาใช้ประหัตประหารฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งได้
ดังนั้น กระทรวงการคลัง จึงต้องแสดงความโปร่งใสด้วยใจบริสุทธิ์ เปิดเผยข้อมูลและเหตุผลต่อสาธารณะในเรื่องที่พิจารณาว่าข้อเท็จจริงใหม่ที่อ้างถึงนั้น มีรายละเอียดเป็นอย่างไร เกี่ยวข้องกันอย่างไรในประเด็นใดและที่สำคัญผลของคำสั่งที่ออกไปนั้น เกิดความเป็นธรรมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงคือ กฟก. หรือไม่ และได้คำนึงถึงผลกระทบที่ทำให้เกิดความเสียหายอะไรบ้าง หรือในอนาคตหากมีการฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายกันในภายหลังใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ
นอกจากนี้ เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง กระทรวงการคลังที่เป็นหน่วยงานของรัฐฯ และมีหน้าที่หลัก คือ กำกับดูแลนโยบายด้านการเงินการคลังของประเทศ จะต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริตโปร่งใส ยุติธรรมบนพื้นฐานผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชนเป็นสำคัญและในฐานะเป็นผู้ถือกติกาในการพิจารณาในเรื่องต่างๆ ยิ่งจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำ ด้วยการเปิดเผยรายละเอียดและข้อเท็จจริงให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสังคมโดยรวม ในกรณีที่มีคำสั่งเพิกถอนฯ บริษัท บูรพา เทคนิคอล เอ็นจิเนียริ่งกัด (มหาชน) ที่สังคมกำลังตั้งข้อสงสัยอยู่
โดยเฉพาะประเด็นที่กระทรวงการคลังอ้างว่า เป็นข้อเท็จจริงใหม่อันเป็นสาระสำคัญและเป็นข้อโต้แย้งที่มีเหตุผลเพียงพอที่จะทำให้ บริษัท บูรพา เทคนิคอลฯ ไม่สมควรถูกสั่งให้เป็นผู้ทิ้งงาน ให้แก่ประชาชน (เพราะเชื่อว่า เหตุผลและประเด็นที่อ้างถึงดังกล่าว ไม่เป็นความลับ)
อย่างไรก็ตาม มีรายงานข่าวเปิดเผยว่า หนังสือของ สร.กฟภ.ดังกล่าวข้างต้น ได้ถูกร่างขึ้นนานแล้วหลังทุกฝ่ายรับืรายคำสั่งกระทรวงการคลัง แต่เน่องจาก ผู้ว่า กฟภ.คนปัจจุบันได้เรียก สร.กฟภ.เข้าพบเพื่อพูดคุยถึงเรื่องนี้ ทำให้ สร.กฟภ.ชะงักที่จะส่งหนังสือดังกล่าว แต่ท้ายสุดเมื่อสื่อมวลชนให้ความสนใจต่อเรื่องนี้อย่างกว้างขวาง สร.กฟภ.จึงตัดสินใจส่งหนังสือถึงผู้ว่า กฟภ.ในท้ายสุด
สำหรับความไม่ชอบมาพากลของงโครงการดังกล่าวนี้ สร.กฟภ.เคยส่งหนังสือให้สอบสวนและติดตามตามทวงถามข้อเท็จจริงไปยังนายฉัตรชัย พรหมเลิศ อดีตประธานคณะกรรมการ กฟภ. มาแล้วถึง 2 ครั้ง ในช่วงปี 2564 ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้รับคำตอบแต่อย่างใด จนมาล่าสุดได้ทำหนังสือถึงผู้ว่า กฟภ.คนปัจจุบัน ที่เป็นข้อกังขาของคำสั่งกระทรวงการคลังเมื่อวันที่ 31 มกราคม 2565


ทีมข่าวสมาพันธ์ฯ










