วันอาทิตย์ 11 ตุลาคม 2026
หน้าแรก การเมือง คณะทำงานร่วม อสส. หัก ป.ป.ช. ตีคืนสำนวนคดี ‘ปู’ ฮั้วสื่อจัดอีเวนต์ 240 ล้าน

คณะทำงานร่วม อสส. หัก ป.ป.ช. ตีคืนสำนวนคดี ‘ปู’ ฮั้วสื่อจัดอีเวนต์ 240 ล้าน

71

คณะทำงานร่วมฝ่าย อสส. พิจารณาสำนวนคดี ‘ปู-สุรนันทน์-นิวัฒน์ธำรง’ ฮั้วสื่อจัดอีเวนต์ 240 ล. หัก ป.ป.ช. ยืนยันความเห็นข้อไม่สมบูรณ์ ตีเรื่องคืนไปพิจารณาฟ้องคดีเอง เผยอ้างหลักฐานสำคัญ รายงานสอบสวน สลน. ยุค ‘วิลาศ อรุณศรี’ นั่งเลขาฯ ระบุจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบพัสดุ ก่อนยอมจ่ายเงินให้เอกชน

สืบเนื่องจากในช่วงเดือน ก.ค.2563 ที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ลงมติชี้มูลความผิดทางอาญากรณีกล่าวหา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ อดีตเลขาธิการนายกรัฐมนตรี นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีต รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมถึงกลุ่มเอกชนที่เป็นสื่ออีก 4 ราย คดีการจัดอีเวนต์โครงการ Roadshow Thailand 2020 วงเงิน 240 ล้านบาท ซึ่งต่อมามีการส่งสำนวนคดีให้สำนักงานอัยการสูงสุด (อสส.) ฟ้องร้องตามขั้นตอนทางกฎหมาย แต่ฝ่ายอัยการเห็นว่าสำนวนยังไม่สมบูรณ์จึงมีการตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างฝ่ายอัยการสูงสุด (อสส.) และฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช. เพื่อพิจารณาข้อไม่สมบูรณ์ในคดีนี้

ล่าสุด สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) ได้รับการเปิดเผยจากแหล่งข่าวในสำนักงานอัยการสูงสุด ว่า เมื่อเร็วๆ นี้ คณะทำงานร่วมระหว่างฝ่ายอัยการสูงสุด (อสส.) และฝ่ายคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีการประชุมพิจารณาสำนวนคดีร่วมกัน แต่ตัวแทนฝ่ายอัยการยังยืนยันว่า สำนวนคดีมีความไม่สมบูรณ์ จึงเห็นสมควรสั่งไม่ฟ้องคดีตามเดิม พร้อมส่งคืนสำนวนคดีกลับไปให้ ป.ป.ช.

ส่วนสาเหตุที่ คณะทำงานร่วมฝ่าย อสส. เห็นสมควรไม่สั่งฟ้องในคดีนี้นั้น มีประเด็นสำคัญอยู่ตรงที่การพิจารณารายงานผลการตรวจสอบเรื่องนี้ พบว่า ในช่วงหลังจากที่กลุ่มเอกชนประกอบธุรกิจสื่อ ได้ทำหนังสือทวงถามการจ่ายเงินว่าจ้างในโครงการฯ นี้ หลังจากที่จัดงานเสร็จสิ้นแล้ว สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ในช่วงที่พลเอก วิลาศ อรุณศรี ดำรงตำแหน่งเป็นเลขาธิการนายกรัฐมนตรี รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้ตรวจสอบข้อมูลและอ้างว่าการจัดซื้อจัดจ้างเป็นไปตามระเบียบพัสดุ จึงมีการจ่ายเงินให้ไป ซึ่งคณะทำงานร่วมฝ่าย อสส. เห็นว่าเป็นข้อมูลสำคัญ และทำให้สำนวนการคดีนี้มีความไม่สมบูรณ์ ก่อนจะมีความเห็นไม่สั่งฟ้องคดีตามมาดังกล่าว

“ขณะที่ อสส. ได้ส่งสำนวนคืนให้ ป.ป.ช. แล้ว ขั้นตอนจากนี้ สำนักคดีของ ป.ป.ช.จะต้องเตรียมเรื่องเสนอให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชุดใหญ่ พิจารณาว่าจะฟ้องเองหรือไม่อย่างไร” แหล่งข่าวระบุ

สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า เกี่ยวกับคดีการจัดอีเวนต์โครงการ Roadshow Thailand 2020 วงเงิน 240 ล้านบาทดังกล่าว การชี้มูลความผิดผู้เกี่ยวข้อง ของ คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีอยู่ 3 ประเด็นหลัก คือ

หนึ่ง มอบหมายงานซ้ำซ้อน

กรณีการจัดอีเวนต์ดังกล่าว ดำเนินการตามร่าง พ.ร.บ.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานคมนาคมขนส่งของประเทศ ฉบับที่ .. พ.ศ. …. วงเงิน 2 ล้านล้านบาท (ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาท) โดยดำเนินการตามนโยบายของคณะรัฐมนตรี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ที่แถลงต่อรัฐสภา โดยกล่าวถึงการพัฒนาระบบขนส่งโครงสร้างทางราง โดยเมื่อปี 2556 น.ส.ยิ่งลักษณ์ มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นผู้ดำเนินการจัดนิทรรศการ และสร้างความเข้าใจกับประชาชน โดยกระทรวงคมนาคมมีการจัดตั้งงบประมาณเพื่อดำเนินการจัดนิทรรศการดังกล่าว เช่น กทม. หนองคาย นครราชสีมา พิษณุโลก เป็นต้น

ต่อมา น.ส.ยิ่งลักษณ์ มอบหมายนายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรี โดยสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี ดำเนินการจัดอีเวนต์เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการจัดทำโครงสร้างพื้นฐานระบบขนส่งของประเทศ ซึ่งซ้ำซ้อนกันกับที่มอบหมายให้กระทรวงคมนาคมเป็นผู้ดำเนินการแล้ว

สอง ฮั้วสื่อดำเนินการก่อนประมูล-พฤติการณ์จัดซื้อจัดจ้างโดยมิชอบ

ภายหลังนายสุรนันทน์ ได้รับมอบหมายให้ดำเนินโครงการดังกล่าวแล้ว มีการเรียกประชุมเพื่อจัดเตรียมงานอีเวนต์ดังกล่าว โดยมีนายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการทั่วไปบริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) และตัวแทนบริษัท สยามสปอร์ต ซินดิเคท จำกัด (มหาชน) เข้าพบนายสุรนันทน์ที่ห้องทำงานเลขาธิการนายกฯที่ตึกไทยคู่ฟ้า เพื่อรับทราบและตกลงเป็นผู้รับจัดงานอีเวนต์ดังกล่าว รวม 12 จังหวัด จังหวัดละ 20 ล้านบาท รวมเป็นเงิน 240 ล้านบาท (งบกลางปี 2556 วงเงิน 40 ล้านบาท และงบประมาณทั่วไปปี 2557 วงเงิน 200 ล้านบาท)

ทั้งนี้การจัดอีเวนต์ดังกล่าวมีบริษัท มติชนฯ เป็นแม่งานหลักในการคิดรูปแบบการจัดงาน ทั้งที่ยังไม่มีกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างตามระเบียบ นอกจากนี้ก่อนเริ่มกระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง ปรากฏว่ามีเจ้าหน้าที่จากบริษัท มติชนฯ เข้าพบผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง สำนักเลขาธิการนายกฯ เพื่อยื่นเอกสารข้อเสนอด้านราคา วงเงิน 40 ล้านบาท แต่เนื่องจากสำนักงบประมาณยังไม่ได้แจ้งใบงวด ทำให้ยังไม่สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้ จึงมีการนัดหมายให้บริษัท มติชนฯ มายื่นเสนอราคาใหม่ โดยวันดังกล่าวเจ้าหน้าที่บริษัท มติชนฯ มอบเอกสารข้อเสนอด้านราคาวงเงิน 40 ล้านบาทไว้ให้กับผู้อำนวยการสำนักบริหารกลาง

ต่อมานายสุรนันทน์ เห็นชอบราคากลางการจัดอีเวนต์ดังกล่าว วงเงิน 40 ล้านบาท ตรงกันกับข้อเสนอด้านราคาของบริษัท มติชนฯ ที่ยื่นไว้ และมีการสืบราคาเพิ่มเติมจากสื่ออีก 3 ราย ซึ่งเป็นสื่อในเครือบริษัท มติชนฯ ทั้งสิ้น และวันเดียวกันบริษัท มติชนฯ ยื่นเสนอราคา โดยนายสุรนันทน์ และนายนิวัฒน์ธำรง เห็นสมควรอนุมัติจัดจ้างบริษัท มติชนฯ เป็นผู้รับจ้างจัดอีเวนต์ดังกล่าว รวม 2 จังหวัด 40 ล้านบาท ตามงบกลางปี 2556 โดยกระบวนการจัดซื้อจัดจ้างจนถึงขั้นตอนลงนามในหนังสือสัญญาสั่งจ้างใช้เวลาดำเนินการเป็น 2 วันเท่านั้น

หลังจากนั้นนายสุรนันทน์ และนายนิวัฒน์ธำรง ร่วมกันอนุมัติหลักการจัดโครงการอีเวนต์ดังกล่าวในงบปี 2557 วงเงิน 200 ล้านบาท โดยนายสุรนันทน์ และนายนิวัฒน์ธำรง ใช้ราคากลางเดียวกับการการดำเนินการครั้งแรกมาดำเนินการในครั้งนี้ แบ่งการจัดจ้างเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก 5 จังหวัด วงเงิน 100 ล้านบาท บริษัท มติชนฯ เป็นผู้ชนะการเสนอราคา กลุ่มสอง 5 จังหวัด วงเงิน 100 ล้านบาท บริษัท สยามสปอร์ตฯ เป็นผู้ชนะการเสนอราคา (ปรากฏชื่อนายระวิ โหลทอง กรรมการบริษัทฯ ลงนามยื่นเสนอราคา) อย่างไรก็ดีการลงนามในหนังสือสั่งจ้างดังกล่าวดำเนินการก่อนจะได้รับเงินประจำงวดจากสำนักงบประมาณ ทั้งที่ส่วนราชการทราบดีว่า การลงนามสั่งจ้างนั้นทำได้ต่อเมื่อสำนักงบประมาณแจ้งจัดสรรเงินงบประมาณมาให้แล้วเท่านั้น

สาม ร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ 2 ล้านล้านบาทถูกศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นโมฆะ

ทั้งนี้การจัดงานอีเวนต์ดังกล่าว 12 จังหวัด 240 ล้านบาทนั้น อยู่ระหว่างที่ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ฯ ดังกล่าว เนื่องจากมี ส.ส.ฝ่ายค้าน และนักวิชาการด้านกฎหมายท้วงติงหลายรายว่าอาจขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ โดยท้ายที่สุดศาลรัฐธรรมนูญ มีคำวินิจฉัยว่าร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ฯ ฉบับดังกล่าว ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ จึงให้ตกไป ส่งผลให้การจัดงานอีเวนต์เพื่อพีอาร์โครงการตามร่าง พ.ร.บ.เงินกู้ฯ มิได้เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด ทำให้งบประมาณ 240 ล้านบาทเกิดความสูญเปล่า เป็นเหตุให้ราชการได้รับความเสียหาย

คณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงมีมติชี้มูลความผิดนักการเมือง 3 ราย ได้แก่ 1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร 2.นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล 3.นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 ประกอบ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2554 (ฉบับที่บังคับใช้ขณะนั้น) มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2542 (พ.ร.บ.ฮั้ว) มาตรา 12,13

รวมถึงชี้มูลความผิดเอกชน 4 ราย ได้แก่ 1.บริษัท มติชนฯ 2.นายฐากูร บุนปาน กรรมการผู้จัดการบริษัท มติชนฯ 3.บริษัท สยามสปอร์ตฯ และ 4.นายระวิ โหลทอง ฐานสนับสนุนเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิดดังกล่าว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 151, 157 ประกอบมาตรา 86 และ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ. 2554 มาตรา 123/1 ประกอบ พ.ร.บ.ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 192 และ พ.ร.บ.ฮั้วฯ มาตรา 4, 12, 13

โดยคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่งสำนวนการไต่สวน พยานหลักฐาน พร้อมความเห็นไปยังอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองกับผู้ถูกกล่าวหาทั้งหมดต่อไป

ขณะที่ในช่วงนั้น เว็บไซต์มติชน ได้เผยแพร่ข่าวคำให้สัมภาษณ์ นายฐากูร บุนปาน รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การดำเนินการตามโครงการดังกล่าว เป็นไปโดยบริสุทธิ์ ถูกต้องตามกฎหมาย และระเบียบราชการ เช่นเดียวกับการดำนินการอื่นๆ ตามหลักการที่ยึดถือของบริษัทมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นช่วงเวลาของรัฐบาลใด

นอกจากนั้นแล้ว โครงการดังกล่าว ยังได้รับการตรวจสอบจาก คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) ซึ่งมีตัวแทนของ ป.ป.ช. และ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) รวมอยู่ด้วย ตั้งแต่หลังมีการรัฐประหาร 2557 และใช้เวลาไต่สวนกว่า 18 เดือน และรัฐบาลของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นผู้อนุมัติให้จ่ายค่าเงินค่าจ้างที่ค้างอยู่ในปี 2559

ทั้งนี้ ในชั้นไต่สวน บริษัทได้ขอชี้แจงในประเด็นดังกล่าวข้างต้น แต่ไม่ได้รับโอกาสจาก ป.ป.ช. อย่างไรก็ดี บริษัทน้อมรับการตรวจสอบ และแก้ไขข้อกล่าวหาตามกระบวนการต่อไป รวมทั้งขอสงวนสิทธิ์ในทางกฎหมาย ที่จะปกป้องชื่อเสียงเกียรติภูมิของตนเองด้วย

ปัจจุบัน นายฐากูร บุนปาน รองประธานกรรมการ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ได้เสียชีวิตแล้ว ขณะที่ บมจ.มติชน ยังเป็นหนึ่งในผู้ถูกกล่าวหาอยู่

Cr : https://www.isranews.org/article/isranews-news/102060-investigative063-14.html

- Advertisement -