“หูหนา ตาเล่อ” สังคังนะมามิแดกจนง่อยเปลี้ยเสียขา เดี้ยงไปตามๆกันหมดแล้ว!
ทำได้แค่ นอนเกา “เม็ดตะโปด” มองกันตาปริบๆไปวันๆ
เชื่อแล้วล่ะ ว่าไม่มีใคร?หน้าไหน?กล้าหือกล้าอือกับ “ตู้คีบตุ๊กตา”ที่สิงสถิตย์อยู่ตรงเยื้องสี่แยกไฟแดงโรงไม้ขีด จริงๆ
เอาแต่ “นอนหลับไม่รู้ นอนคู้ไม่เห็น” ปล่อยให้ลูกเล็กเด็กโตถูกมอมเมา สังคมจะโดนฉุดกระชากลากถู เข้าไปลงนรกวงจรพนันอุบาทว์ยังไง…. ช่างหัวแม่งงงงมัน!
ทั้งที่ “ตู้คีบตุ๊กตา เป็นการพนัน”
นายทุนใหญ่ ใช้พื้นที่ลานหน้าห้างขายสินค้าแห่งหนึ่ง ตั้งเต้นท์ผ้าใบสีขาวขนาดใหญ่ อยู่ในพื้นที่เดียวกันกับที่ตั้งของ หน่วยงานราชการ สำนักงานประกันสังคม (สาขาอำเภอบางละมุง) กับ สถาบันสอนภาษาเด็กแห่งหนึ่ง
แถมยังห่างตู้ยามตำรวจสี่แยกไฟแดงโรงไม้ขีด วัดระยะกะด้วยสายตา ไม่น่าจะเกิน 100 เมตร เปิดโจ๋งครึ่มเหมือนแมลงวันเบ่งขี้หยอดใต้เปลือกตา ผับผ่าห่ากินไส้ ดันมองกันไม่เห็น!
พอลองวัดระยะทางด้วย GPS อยู่เลยจาก “สถานีตำรวจภูธรบางละมุง” กับที่ “ว่าการอำเภอบางละมุง” เพียง 1,500 เมตร แค่นั้นเอง แต่เหมือนว่าอยู่ในหลืบเมืองลับแล ห่างไกลปืนเที่ยงซะงั้น!
ตู้คีบตุ๊กตา 30 กว่าตู้ ตั้งใกล้สถาบันสอนภาษาเอกชน และสถานที่ราชการ ข้ามไปอีกฟากถนนสุขุมวิท เลยเข้าไปในซอยโรงไม้ขีดนิดเดียว เป็นสถานศึกษาขนาดใหญ่ วิทยาลัยเทคนิคพัทยา
กลุ่มเป้าหมาย คือเด็กนักเรียนและเยาวชน ไม่ต่างไปจากล่อฝูงแมงเม่าบินเข้ากองไฟ!
เปิดทนโท่ ตำตา เย้ยกฎหมายบ้านเมือง ไม่มีใครกล้ายุ่ง!?!?
พฤติกรรม พฤติการณ์มันเห็นชัดอยู่โต้งโต้ง…..ชักชวนเด็ก เยาวชนเล่นการพนันด้วยการติดข้อความบิดเบือนความจริง!
ตู้จำหน่ายสินค้าอัตโนมัติ, สินค้านี้ไม่ใช่เครื่องมือการพนัน มีไว้เพื่อการขายสินค้าเท่านั้น แล้วแต่ว่าจะสรรหาสารพัดข้อความใดมาติด เพื่อเลี่ยงบาลี หลอกเด็ก,เยาวชน,ผู้ปกครอง และผู้คนที่เข้าไปเล่น ให้เห็น “กงจักรเป็นดอกบัว”สับสนเข้าใจกันไปแบบผิดๆว่าไม่ผิดกฎหมาย
วาทะสวยหรู แต่ดูจอมปลอมลวงโลก….
บิดปมสร้างเงื่อนไขให้ความคิดทางสังคม แตกเป็นสองมุม 3 กลุ่ม คนที่รู้ทันเล่ห์บอก “เป็นการพนัน ผิดกฎหมาย”
อีกกลุ่มมองต่าง “เพื่อความบันเทิง”
หลายคนบอก กับแค่ตู้คีบตุ๊กตา คีบสนุกๆ จะเป็นการพนันอย่างไร?
ยังอีกพวกหนึ่ง เป็นชนกลุ่มน้อย แต่ “อำนาจ”มากมายล้นฟ้าเต็มฝ่ามือ มีหน้าที่บังคับใช้กฎหมายโดยตรง ถูกสร้างขึ้นมาเป็นผู้รักษากติกาสังคม ไม่ให้ผู้ใดหน้าไหน ทำแหกกฎนอกลู่นอกทาง
คนจำพวกนี้รู้ทั้งรู้ว่า อะไรมันไม่ถูกต้อง อะไรผิดกฎหมาย อะไรไม่ดีไม่งาม แต่กลับเอาตีนราน้ำ ทำหูทวนลม เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ ปล่อยความจัญไรกัดเซาะเจาะไชสังคมอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
“ตู้อยู่ได้ กูได้อยู่ ”
ในเมื่อวันนี้ หนึ่งในเสาหลักที่ค้ำหลังคาบ้านอยู่ มันโดนปลวกมอดเจาะแทะจนเอียงกระเท่เร่ “เสาสื่อฯ” ที่มั่นคง คือที่พึ่งของสังคม จึงต้องออกมาทำหน้าที่ “หมาเฝ้าบ้าน” เห่าหอนสะท้อนภัย ส่งไปยังผู้หลักผู้ใหญ่ในระดับชาติ …กระทุ้งรัฐบาล จัดการตู้คีบพนัน ตุ๊กตาจำแลง ธุรกิจเทาที่ตั้งกลาดเกลื่อนทั่วเมือง กอบโกยผลประโยชน์มหาศาล ให้สูญพันธุ์ไปเสียที!
ผิด… ถูก ไม่ต้องเถียงกัน!
“อธิปบูรพา” ทำหน้าที่ “หมาเฝ้าบ้าน” ไปสืบค้นมาให้แล้ว….
ประเด็นนี้ “ศาลฎีกา” เคยมีคำพิพากษาชี้ออกมาแล้วว่า ตู้คีบตุ๊กตาเป็นการพนัน และ “กรมการปกครอง” มีนโยบายไม่ให้เจ้าพนักงาน ออกใบอนุญาตให้มีการเล่นการพนันดังกล่าว ตั้งแต่ พ.ศ. 2549 เป็นต้นมา
ศาลฯ ชี้ขาดเป็นพนันชัดเจน!
ขอคัดลอก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8600/2547 มาให้อ่านกัน…
โจทก์ ( พนักงานอัยการประจำศาลแขวงราชบุรี ) ฟ้องคดี เจ้าพนักงานจับกุมจำเลยทั้งสองได้พร้อมเครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติ 1 เครื่อง และคูปองแลกรางวัล 1 ใบ ซึ่งเป็นเครื่องมือและทรัพย์สิน ที่ใช้ในการ เล่นการพนันดังกล่าวเป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 , 5 , 6 , 10 , 12 ป.อ. มาตรา 83 , 33 ริบของกลาง
จำเลยที่ 1 เป็นผู้เข้าเล่น จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเครื่องเล่น ให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์ โดยอธิบดีอัยการเขต 7 ซึ่งได้รับมอบหมายจากอัยการสูงสุดรับรองให้อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริง
ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืน
โจทก์ฎีกา โดยอัยการสูงสุดรับรองให้ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยทั้งสองกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า เครื่องหยิบจับตุ๊กตาอัตโนมัติของกลางเป็นเครื่องเล่นไฟฟ้าอัตโนมัติ ผู้เล่นต้องหยอดเหรียญ 10 บาท แล้วกดปุ่มให้เครื่องคนตุ๊กตา
จากนั้นจึงจับคันโยกเลื่อนหาตำแหน่งเพื่อคีบตุ๊กตา ซึ่งมีเวลาให้เพียง 45 วินาที หากคีบตุ๊กตาได้ผู้เล่นก็จะได้ตุ๊กตาตัวที่คีบได้ไปเป็นของตน
เมื่อพิจารณาตุ๊กตาในตู้เครื่องเล่นของกลาง ตามภาพถ่ายหมาย จ. 4 แล้วเชื่อว่า มีมูลค่าเกินกว่าตัวละ 10 บาท หากผู้เล่นคีบได้ก็ต้องถือว่าผู้เล่นเป็นผู้ชนะได้ตุ๊กตามูลค่ามากกว่า 10 บาท ของจำเลยที่ 2 ไป ผู้เข้าเล่นจึงน่าจะเข้าเล่นเพราะต้องการได้ตุ๊กตา ซึ่งมีมูลค่ามากกว่า 10 บาท เป็นแรงจูงใจให้เข้าเล่น
หากคีบไม่ได้ถือว่าเป็นผู้แพ้ จะได้เพียงคูปองไปใช้แลกปากกา ดินสอ ยางลบ และไม้บรรทัด ตามที่จำเลยที่ 2 จะจัดไว้ให้เลือก ซึ่งมีมูลค่าไม่เกิน 10 บาท หากไม่แลกก็สามารถเก็บสะสมคูปองให้ครบ 10 ใบ เพื่อแลกตุ๊กตาตัวใหญ่ 1 ตัวได้
เครื่องเล่นดังกล่าวจึงเข้าลักษณะเครื่องเล่นซึ่งใช้พลังไฟฟ้าโดยวิธีสัมผัส เลื่อน กด ดีด ดึง ดัน ยิง โยก หมุน หรือวิธีอื่นใด ซึ่งสามารถทำให้แพ้ชนะกันได้ ไม่ว่าจะโดยมีการนับแต้มหรือเครื่องหมายใด ๆ หรือไม่ก็ตาม ตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 23 (พ.ศ. 2530) ออกตามความใน พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 อันเป็นการเล่นพนันตามบัญชี ข. หมายเลข 28
เพราะแม้เครื่องเล่นดังกล่าว จะสามารถเล่นคนเดียวได้ แต่ก็สามารถทำให้แพ้ชนะกันได้ระหว่างผู้เล่นกับเจ้าของเครื่อง หากผู้เล่นชนะก็จะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากเครื่องเล่น โดยสภาพของเครื่องเล่นดังกล่าว…
“จึงมิใช่เป็นการ ให้ความสนุกสนานเพลิดเพลินแก่ผู้เล่น เท่านั้น”
เมื่อตามมาตรา 4 วรรคสอง ของ พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 ระบุว่าจะจัดให้มีขึ้นเพื่อเป็นทางนำมาซึ่งผลประโยชน์แก่ผู้จัดโดยทางตรงหรือทางอ้อมได้ต่อเมื่อรัฐมนตรี เจ้าหน้าที่หรือเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาตเห็นสมควรและออกใบอนุญาตให้ หรือมีกฎกระทรวงอนุญาตให้จัดขึ้นโดยไม่ต้องมีใบอนุญาต
จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของเครื่องเล่นและได้ประโยชน์ จากเงินที่ ผู้เล่นใช้หยอดใส่ลงในเครื่องเล่นของกลางก่อนลงมือเล่น ถือได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดให้มีการเล่นพนันดังกล่าวขึ้น เพื่อนำมาซึ่งผลประโยชน์แห่งตน เมื่อจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงาน จำเลยที่ 2 จึงมีความผิดตามฟ้อง ฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น
ส่วนจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นผู้เข้าเล่นนั้น หากจำเลยที่ 2 ได้รับอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นเครื่องเล่นพนันดังกล่าวขึ้นแล้ว จำเลยที่ 1 ก็ไม่มีความผิด จำเลยที่ 1 จะมีความผิดต่อเมื่อทราบว่า เครื่องเล่นของกลาง ดังกล่าวไม่ได้รับอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นขึ้น
การที่เครื่องเล่นของกลางตั้งอยู่ในห้างสรรพสินค้าโดยเปิดเผย บุคคลทั่วไปย่อมเข้าใจได้ว่าสามารถเข้าเล่นได้โดยไม่ผิดกฎหมาย เมื่อทางนำสืบของโจทก์ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 รู้ว่าจำเลยที่ 2 ไม่ได้รับอนุญาตให้จัดให้มีการเล่นเครื่องดังกล่าว
จำเลยที่ 1 จึงขาดเจตนาในการกระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 1 ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล ฎีกาของโจทก์ในส่วนของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น
พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 2 มีความผิดตาม พ.ร.บ. การพนัน พ.ศ. 2478 มาตรา 4 วรรคสอง , 12 (2) จำคุก 1 เดือน และปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้มีกำหนด 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้จัดการตาม ป.อ. มาตรา 29 , 30 ริบของกลาง นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7
เมื่ออ่านจนจบ ครบถ้วนกระบวนความ…เห็นได้ว่า “ศาลฎีกา” ท่านชี้ด้วยเหตุด้วยผล นี่คือ บรรทัดฐานทางกฎหมาย
แต่เหตุไฉนใยเล่า?
ตู้พนันจำแลง มันถึงมีเต็มบ้านเต็มเมืองบางละมุง! ธุรกิจขี้ทูดกุฏฐัง ดาหน้าเข้ามาตั้ง กลายเป็นหนามยอกอกสังคม!
ต่อให้ “ตะแบง”ตะแคงสีข้างถูจนถลอก จะฟอกดำให้เป็นขาวก็คงยาก วิธีเล่นมีการเติมเงินใส่บัตร หรือแลกชิป แล้วใช้บัตรไปเสียบหรือแตะหรือหยอด พอระบบตัดเงิน คันโยกทำงาน คีบได้หรือไม่ได้ ถือว่าความผิด “การพนัน”เกิดขึ้นแล้ว และความผิดนั้นสำเร็จแล้ว
ขนาด “ล็อตเตอรี่” รัฐบาลเป็นเจ้ามือแท้ๆ ยังมี พ.ร.บ. สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ควบคุมจำกัดคน จำกัดอายุ
ห้ามขายให้ผู้มีอายุต่ำกว่า 20 ปี หากผู้ขายฝ่าฝืนขายสลากฯ ให้กับเด็กหรือเยาวชนที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี จะมีโทษปรับไม่เกิน 10,000 บาท ส่วนตัวเด็กหรือผู้ซื้อไม่มีความผิดตามกฎหมาย
นอกจากห้ามขายแล้ว ระเบียบของสำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล ยังห้ามไม่ให้ผู้ที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปีบริบูรณ์ ติดต่อขอรับ หรือขึ้นเงินรางวัล อีกด้วย
ตู้คีบพนันตุ๊กตา ไม่ต่างไปจาก “ขนมหวาน สอดไส้ด้วยยาพิษ” กินไปไม่ชักดิ้นชักงอตายในทันทีหรอก แต่มันไปสะสมบ่มเพาะเชื้อพนัน ก่อเนื้อร้ายในดีเอ็นเอของเยาวชน ภัยเงียบรอเวลาปะทุในวันข้างหน้า!
แต่ “กฎ”บ้านนี้เมืองนี้ มีไว้ให้ “มาเฟีย”ตู้คีบพนันตุ๊กตา แหกยับ…!
ชาวบ้านแลเห็นแล้ว เขาห่วงบ้านห่วงเมืองกัน ห่วงอนาคตของลูกหลาน อดที่จะฝากไปถึง…ท่านทั้งสองไม่ได้!
“ผู้การตุ๋ย” พล.ต.ต.ชาตรี สุขศิริ ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี …. ครับ
อีกท่าน พล.ต.ท.วสันต์ เตชะอัครเกษม ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 ซึ่งก่อนหน้านั้น ท่านคุมเมืองหลวง ตำแหน่งรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล
ก่อนโยกย้ายมาขึ้นแท่น “แม่ทัพบูรพา” ดูแลพื้นที่ 8 จังหวัดภาคตะวันออก ตั้งแต่ 1 ตุลาคม 2569 เป็นต้นมา
หลังเข้ากุมบังเหียนเหล่าทัพสีกากีแล้ว ท่านสั่งเข้ม!ออก 8 มาตรการสำคัญ!
ประกาศลั่น! สั่งผู้ใต้บังคับบัญชาว่าต้อง “บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด โปร่งใส ไม่ละเว้นผู้กระทำผิด เพื่อความสงบเรียบร้อยและความปลอดภัยของประชาชน”
หนึ่งใน 8 มาตรการเรือธง “ตำรวจต้องไม่รู้เห็นเป็นใจ”
“หากพบเจ้าหน้าที่ละเลย เพิกเฉย หรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับแหล่งอบายมุข ให้ดำเนินการทางวินัยและอาญาอย่างเด็ดขาด”
ผู้บังคับบัญชา ต้องกำกับ ตรวจสอบและติดตามการปฏิบัติ อย่างสม่ำเสมอ ไม่ให้มี “แหล่งอบายมุข ผิดกฎหมาย” เกิดขึ้น ในพื้นที่รับผิดชอบ
ตู้คีบพนันตุ๊กตา ถือเป็น ไม้ขีดไฟก้านแรกที่จุด “ไฟนรกแห่งอบายมุข”ลุกโชนท่วมสังคมในยามนี้
ทำอย่างไร? “ ไฟบาปอบายภูมิขุมนี้ ”…จะหยุดเผาเยาวชน หยุดเผาเงินในกระเป๋าพ่อแม่ หยุดเผาบ้านเผาเมือง… เสียที!!
เปิดโหมดฟังก์ชั่น ยุทธการกวาดบ้านล้างขุมอบาย “ตัดไฟแต่ต้นลม” ต้องเข้าแล้วครับ…เจ้านาย…!
อั๋นพันดาว

#อั๋นพันดาว
#ข่าวอธิปบูรพา
#ข่าวเมืองพัทยา
#ข่าวจังหวัดชลบุรี
#นายอำเภอบางละมุง
#ผู้ว่าราชการจังหวัดชลบุรี
#สำนักงานตำรวจแห่งชาติ
#สถานีตำรวจภูธรบางละมุง
#สำนักงานตำรวจภูธรภาค 2
#สำนักงานตำรวจภูธรจังหวัดชลบุรี
#กรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย
#ชุดเฉพาะกิจกรมการปกครองกระทรวงมหาดไทย










