มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) ร่วมกับรายการสถานีประชาชน ไทยพีบีเอส (Thai PBS) และตำรวจไซเบอร์ จัดโครงการ “ยกระดับเตือนภัยออนไลน์ สร้างเครือข่ายรู้เท่าทันภัยไซเบอร์” เพื่อเสริมศักยภาพนักศึกษาให้รู้เท่าทันอาชญากรรมออนไลน์ที่ปรับเปลี่ยนรูปแบบอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ การหลอกซื้อขายสินค้า งานออนไลน์ เงินกู้ การพนัน การแอบอ้างทุนการศึกษา ไปจนถึงการนำ AI มาเพิ่มความแนบเนียนในการหลอกลวง พร้อมสร้างเครือข่ายนักศึกษาและบุคลากรให้สามารถนำความรู้ไปถ่ายทอดต่อแก่เพื่อน ครอบครัว และคนรอบตัว โดยมี ผศ.ดร.วันวร จะนู ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวเปิดงาน เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2569 ณ ห้องประชุมทวี บุณยเกตุ (6-1) อาคารสำนักอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
กิจกรรมครั้งนี้มี พ.ต.ท.พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ บก.ตอท. และ ว่าที่ ร.ต.อ.กฤษกรณ์ ก้องศักดิ์ศรี รองสารวัตรกลุ่มงานป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บก.ตอท. ร่วมด้วย นางสาวอภิกขณา เขื่อนแก้ว ผู้สื่อข่าวอาวุโส รายการสถานีประชาชน และ นายธีรเดช งามเหลือ ผู้ประกาศข่าว ไทยพีบีเอส ถ่ายทอดสถานการณ์ กรณีศึกษา และแนวทางรับมือภัยออนไลน์จากประสบการณ์จริง

ผศ.ดร.วันวร จะนู ผู้ช่วยอธิการบดี มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า ภัยจากการหลอกลวงออนไลน์กำลังกลายเป็นความเสี่ยงด้านความปลอดภัยรูปแบบใหม่ที่ใกล้ตัวนักศึกษามากขึ้น จากเดิมที่มหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางกายภาพ ทั้งอัคคีภัย อุบัติภัย และการเฝ้าระวังบุคคลเสี่ยง ปัจจุบันจำเป็นต้องครอบคลุมถึงความปลอดภัยในโลกดิจิทัล เพราะการใช้ชีวิต การติดต่อสื่อสาร และการทำธุรกรรมของนักศึกษาล้วนเชื่อมโยงกับระบบออนไลน์ ขณะที่ข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลทางการเงินที่รั่วไหลสามารถถูกมิจฉาชีพนำไปใช้สร้างความน่าเชื่อถือเพื่อเข้าถึงเหยื่อได้
หัวใจสำคัญในการรับมือ คือ “ตั้งสติ” โดยเฉพาะเมื่อได้รับโทรศัพท์หรือข้อความที่พยายามสร้างความกลัว เช่น แอบอ้างว่าเกี่ยวข้องกับคดีหรือมีปัญหาทางกฎหมาย ผู้รับไม่ควรรีบทำตามคำสั่งหรือโอนเงิน แต่ควรยุติการสนทนาและตรวจสอบกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรง เพราะมิจฉาชีพมักอาศัยความตกใจและความเร่งด่วนกดดันให้เหยื่อตัดสินใจโดยไม่มีเวลาตรวจสอบข้อมูล

ผศ.ดร.วันวร กล่าวด้วยว่า DPU มีทั้งนักศึกษาไทยและนักศึกษาต่างชาติ การสร้างความรู้เรื่องภัยไซเบอร์จึงต้องขยายไปสู่ผู้เรียนที่หลากหลาย รวมถึงผู้นำนักศึกษา บุคลากร และผู้ปฏิบัติงานด้านความปลอดภัย เพื่อให้ผู้เข้าร่วมสามารถนำองค์ความรู้ไปบอกต่อและสร้างเครือข่ายการเฝ้าระวังภายในมหาวิทยาลัย
“ความรู้ที่ได้รับจากโครงการนี้สามารถนำไปสร้างภูมิคุ้มกันให้ตัวนักศึกษาเอง เพื่อน และครอบครัว เมื่อเรารู้เท่าทัน ก็สามารถส่งต่อความรู้นี้ให้คนอื่นและช่วยกันลดโอกาสตกเป็นเหยื่อได้” ผศ.ดร.วันวร กล่าว
ด้าน พ.ต.ท.พากฤต กฤตยพงษ์ สารวัตรกลุ่มงานรักษาความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ บก.ตอท. กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ระบุว่า ภาพของเหยื่ออาชญากรรมไซเบอร์กำลังเปลี่ยนไป จากที่หลายคนอาจเข้าใจว่าแก๊งคอลเซ็นเตอร์มุ่งเป้าไปยังผู้สูงอายุ ปัจจุบันเยาวชนและนักศึกษากลายเป็นอีกกลุ่มที่มิจฉาชีพให้ความสนใจมากขึ้น การสร้างองค์ความรู้ให้เข้าใจว่าคนร้ายเข้าหาเหยื่ออย่างไร จึงเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของการป้องกัน
ขณะเดียวกัน ความท้าทายในอนาคตจะเพิ่มขึ้นตามพัฒนาการของ Artificial Intelligence หรือ AI เพราะเทคโนโลยีสามารถถูกนำมาประยุกต์สร้างเสียง เนื้อหา หรือข้อมูลที่ทำให้การหลอกลวงมีความสมจริงและน่าเชื่อถือมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีหุ่นยนต์และระบบอัตโนมัติที่อาจเข้ามาเกี่ยวข้องกับความเสี่ยงทางไซเบอร์ในอนาคต
“ภัยไซเบอร์จะเติบโตไปพร้อมกับเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI หากคนรุ่นใหม่รู้และตระหนักถึงความเสี่ยงเหล่านี้ตั้งแต่วันนี้ ก็จะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันและลดโอกาสตกเป็นเหยื่อในอนาคต” พ.ต.ท.พากฤต กล่าว
ขณะที่ ว่าที่ ร.ต.อ.กฤษกรณ์ ก้องศักดิ์ศรี รองสารวัตรกลุ่มงานป้องกันอาชญากรรมทางเทคโนโลยี บก.ตอท. กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) ชี้ว่า ในการรับมืออาชญากรรมไซเบอร์ “การป้องกันก่อนเกิดเหตุ” มีความสำคัญที่สุด เพราะเมื่อเข้าสู่กระบวนการปราบปราม ความเสียหายมักเกิดขึ้นกับเหยื่อแล้ว ขณะที่อาชญากรสามารถปกปิดตัวตนและเคลื่อนย้ายเงินผ่านช่องทางดิจิทัลได้อย่างรวดเร็ว
หากพิจารณาจากจำนวนคดี รูปแบบที่พบมากคือ การหลอกซื้อขายสินค้าและบริการ ส่วนประเภทที่สร้างมูลค่าความเสียหายสูงคือ การหลอกลงทุนออนไลน์ ขณะที่แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในปัจจุบันไม่ได้ใช้กลวิธีเพียงรูปแบบเดียว แต่เป็นเครือข่ายที่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การหลอกซื้อขาย หลอกลงทุน หลอกสมัครงาน ตลอดจน Romance Scam และ Hybrid Scam โดยบางเครือข่ายแบ่งหน้าที่เป็นระบบ ตั้งแต่หาข้อมูล หาเหยื่อ รับและเคลื่อนย้ายเงิน ไปจนถึงแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจเพื่อหลอกผู้เสียหายซ้ำ

สำหรับนักศึกษา ความเสี่ยงที่ควรจับตาเป็นพิเศษ ได้แก่ การหลอกซื้อสินค้า งานออนไลน์หรือพาร์ตไทม์ แอปเงินกู้ผิดกฎหมาย และการพนันออนไลน์ เพราะสัมพันธ์โดยตรงกับพฤติกรรมและความต้องการของคนวัยเรียน ทั้งการหารายได้เสริมและค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน นอกจากนี้ ผู้ที่มีผู้ติดตามจำนวนมากบนโซเชียลมีเดียยังอาจถูกชักชวนให้ช่วยประชาสัมพันธ์เว็บไซต์พนันหรือกิจกรรมผิดกฎหมายโดยไม่รู้เท่าทันผลกระทบที่ตามมา
ว่าที่ ร.ต.อ.กฤษกรณ์ ยังเน้นให้นักศึกษากล้าที่จะแจ้งความเมื่อได้รับความเสียหาย และต้องรู้จักช่องทางแจ้งความที่ถูกต้องเพื่อไม่ให้ถูกมิจฉาชีพแอบอ้างเป็นตำรวจหลอกซ้ำ โดยจากข้อมูลที่นำเสนอในการบรรยาย ผู้เสียหายที่เข้าสู่กระบวนการแจ้งความยังมีสัดส่วนไม่มาก ขณะที่คดีออนไลน์สะสมในช่วงประมาณ 3–4 ปีอยู่ที่ราว 1.4 ล้านคดี และคดีที่สามารถติดตามเงินคืนได้อย่างน้อยบางส่วนมีเพียงประมาณ 3–5% สะท้อนว่าการป้องกันก่อนโอนเงินมีความสำคัญอย่างยิ่ง
“การหวังว่าถูกหลอกแล้วจะแจ้งความเพื่อได้เงินคืนทั้งหมดค่อนข้างยาก เพราะเงินถูกเคลื่อนย้ายได้รวดเร็ว ดังนั้น ต้องรู้เท่าทันตั้งแต่ก่อนเกิดเหตุ และหากเกิดความเสียหายก็ต้องรู้ว่าจะปฏิบัติตัวอย่างไรและแจ้งความที่ไหน” ว่าที่ ร.ต.อ.กฤษกรณ์ กล่าว
ด้าน นางสาวอภิกขณา เขื่อนแก้ว ผู้สื่อข่าวอาวุโส รายการสถานีประชาชน ไทยพีบีเอส กล่าวว่า การจัดโครงการครั้งนี้เกิดจากการเห็นแนวโน้มที่นักศึกษาและเยาวชนกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งกลุ่มเป้าหมายของมิจฉาชีพ จากเดิมที่ใช้วิธีหว่านเหยื่อในวงกว้าง ปัจจุบันเริ่มมีลักษณะเลือกเป้าหมายมากขึ้น ประกอบกับปัญหาข้อมูลส่วนบุคคลรั่วไหล ทำให้คนร้ายสามารถนำข้อมูลมาสร้างเรื่องราวเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือในการหลอกลวงได้
ไทยพีบีเอสจึงร่วมกับตำรวจไซเบอร์และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นำโครงการลงไปยังมหาวิทยาลัยและชุมชน เพื่อสร้าง “วัคซีนไซเบอร์” ให้กับนักศึกษา เยาวชน ผู้นำชุมชน และผู้สูงอายุ ผ่านกรณีศึกษาที่เกิดขึ้นจริง พร้อมอธิบายวิธีสังเกต ป้องกัน และรับมือเมื่อเผชิญเหตุ
นางสาวอภิกขณา กล่าวว่า กลวิธีของมิจฉาชีพมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เมื่อช่องทางหนึ่งถูกเฝ้าระวัง คนร้ายก็จะหาวิธีใหม่ เช่น จากการใช้บัญชีม้าในการรับโอนเงิน ไปสู่การหลอกให้ส่งมอบเงินสด โดยอาจใช้ไรเดอร์หรือเมสเซนเจอร์เป็นตัวกลาง ซึ่งบางคนอาจไม่ทราบว่ากำลังถูกใช้เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการ จึงจำเป็นต้องอัปเดตความรู้ให้ทันกับรูปแบบอาชญากรรมที่เปลี่ยนแปลง
“เราอยากให้น้อง ๆ เป็นเครือข่ายและเป็นกระบอกเสียงต่อไปถึงเพื่อนและคนในครอบครัวว่า หากเจอภัยแบบนี้ต้องป้องกันอย่างไร เพราะวิธีการของมิจฉาชีพเปลี่ยนอยู่ตลอด ตราบใดที่ภัยออนไลน์ยังมีอยู่ เราก็ยังต้องช่วยกันให้ความรู้เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อ” นางสาวอภิกขณา กล่าว
ภายในกิจกรรมยังนำกรณีใกล้ตัวนักศึกษามาถ่ายทอด ทั้งการแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่บริษัทโทรคมนาคม ตำรวจ อัยการ หรืออาจารย์ การหลอกด้วยทุนการศึกษาและโครงการนักเรียนแลกเปลี่ยน รวมถึงประกาศรับสมัครงานปลอมที่อาจเชื่อมโยงไปสู่ขบวนการบัญชีม้า พร้อมย้ำให้นักศึกษาตรวจสอบข้อมูลกับหน่วยงานต้นทางโดยตรง และจดจำหลักสำคัญว่า ตำรวจจะไม่ให้ประชาชนเพิ่มเพื่อนผ่าน LINE เพื่อดำเนินคดี และไม่สั่งให้โอนเงินไปเพื่อตรวจสอบ
หากตกเป็นเหยื่อ ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้รีบรวบรวมหลักฐาน เช่น ภาพหน้าจอการสนทนา ข้อมูลบัญชี และสลิปการโอนเงิน จากนั้นติดต่อ ศูนย์ปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมออนไลน์ AOC สายด่วน 1441 และเข้าสู่กระบวนการแจ้งความโดยเร็ว เพื่อเพิ่มโอกาสในการระงับความเสียหายและติดตามผู้กระทำผิด
ด้าน นางสาวทิพย์สุดา บัวหลาย นักศึกษาชั้นปีที่ 2 คณะรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ เปิดเผยว่า ก่อนหน้านี้เคยพบความพยายามหลอกลวงผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียและเคยเผชิญด้วยตนเอง โดยครั้งหนึ่งเผลอกดลิงก์จากข้อความ จนทำให้บัญชีต้องสงสัยสามารถเพิ่มเพื่อนผ่าน LINE และส่งข้อความเข้ามาขอข้อมูลส่วนบุคคล อย่างไรก็ตาม ตนไม่ได้ให้ข้อมูลหรือดำเนินการตามที่อีกฝ่ายร้องขอ จึงไม่ได้รับความเสียหายทางการเงิน
หลังเข้าร่วมกิจกรรมครั้งนี้ ทำให้ได้รับความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับรูปแบบภัยออนไลน์ที่เกิดขึ้นจริง รวมถึงเห็นตัวอย่างจากผู้ที่เคยตกเป็นเหยื่อ ซึ่งช่วยให้เข้าใจว่ามิจฉาชีพสามารถเข้าถึงผู้ใช้งานผ่านช่องทางใด และมีวิธีสร้างความน่าเชื่อถือเพื่อหลอกขอข้อมูลหรือทรัพย์สินอย่างไร
“กิจกรรมวันนี้ทำให้รู้มากขึ้นว่าเราควรป้องกันตัวเองอย่างไร และถ้าต้องเผชิญกับสถานการณ์ลักษณะนี้จะรับมืออย่างไร การได้เห็นกรณีจริงทำให้เข้าใจว่าภัยออนไลน์อยู่ใกล้ตัวกว่าที่คิด และต้องระมัดระวังมากขึ้นเวลาได้รับลิงก์หรือข้อความจากคนที่ไม่รู้จัก” นางสาวทิพย์สุดา กล่าว











