วันจันทร์ 24 สิงหาคม 2026
หน้าแรก ต่างประเทศ จีนเร่งใช้ AI พัฒนาระบบขนส่งอัจฉริยะ วาง 860 รูปแบบใช้งานทั่วประเทศ

จีนเร่งใช้ AI พัฒนาระบบขนส่งอัจฉริยะ วาง 860 รูปแบบใช้งานทั่วประเทศ

1

จีนกำลังเร่งนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) ออกจากห้องทดลอง ไปสู่การใช้งานจริงในระบบคมนาคมขนาดใหญ่ ตั้งแต่ถนน รถไฟ การเดินเรือ การบิน และไปรษณีย์และโลจิสติกส์ โดยล่าสุด กระทรวงคมนาคมจีนเปิดเผยว่า ได้รวบรวมรูปแบบที่มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้ AI มากถึง 860 รูปแบบ และเริ่มผลักดันการใช้งานชุดแรก 41 รูปแบบแล้ว

ความเคลื่อนไหวนี้ เป็นส่วนหนึ่งของแผน “AI Plus Transportation” เพื่อเร่งการประยุกต์ใช้ AI ในภาคการขนส่งของจีน ซึ่งกระทรวงคมนาคมจีน ร่วมกับหน่วยงานด้านการรถไฟ การบินพลเรือน และไปรษณีย์ ประกาศใช้เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

เป้าหมายของจีนไม่ได้หยุดอยู่ที่การนำ AI มาช่วยงานเฉพาะจุด แต่ต้องการให้เทคโนโลยีดังกล่าวเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของระบบขนส่ง ตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐาน ยานพาหนะ การให้บริการ และการบริหารจัดการและกำกับดูแล

จีนกำหนด 10 ทิศทางสำคัญ อาทิ การขับขี่อัจฉริยะ ถนนอัจฉริยะ รถไฟอัจฉริยะ การเดินเรือและการบินพลเรือนอัจฉริยะ ไปรษณีย์อัจฉริยะ การก่อสร้างและบำรุงรักษา การบริการเดินทาง การขนส่งสินค้าและโลจิสติกส์ ตลอดจนการใช้ AI กำกับดูแลด้านความปลอดภัย

ภายใต้แผนดังกล่าว มีการเตรียมผลักดันโครงการนำร่องมากกว่า 100 โครงการ พร้อมดึงภาคธุรกิจ มหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และผู้พัฒนาเทคโนโลยีมากกว่า 1,000 รายเข้ามามีส่วนร่วม เพื่อเชื่อมการพัฒนา AI เข้ากับโจทย์ที่เกิดขึ้นจริงในระบบขนส่ง

จากรูปแบบการใช้งานที่รวบรวมไว้ 860 รูปแบบ จีนคัดเลือกชุดแรก 41 รูปแบบ โดยพิจารณาจากความพร้อมของเทคโนโลยี ความต้องการใช้งาน และโอกาสในการขยายผล เช่น ระบบเตือนหมอกหนาบนทางด่วน ระบบตรวจสอบความปลอดภัยอัจฉริยะ การควบคุมการขนส่งสินค้าแบบควบคุมอุณหภูมิ การจัดสรรระบบขนส่งสาธารณะตามปริมาณผู้โดยสาร การวางแผนเส้นทางอัจฉริยะ รถบรรทุกหนักขับเคลื่อนอัตโนมัติ การบริหารท่าเรือด้วย AI และระบบตรวจสอบสภาพอุปกรณ์รถไฟโดยอัตโนมัติ

จนถึงขณะนี้ มีการนำ AI มาประยุกต์ใช้ในภาคการขนส่งหลายด้านแล้ว

บนทางด่วนปักกิ่ง–สยงอัน มีการใช้โมเดล AI วิเคราะห์เหตุผิดปกติบนถนน และส่งข้อมูลเตือนไปยังผู้ใช้เส้นทางเกือบเรียลไทม์ โดยระบบสามารถตรวจจับเหตุฉุกเฉินได้ด้วยความแม่นยำมากกว่า 95%

ในระบบราง จีนใช้ AI เพื่อยกระดับการตรวจสอบความปลอดภัยจากการตรวจพบปัญหาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การคาดการณ์และเตือนล่วงหน้า โดยเชื่อมต่อกล้องมากกว่า 56,000 จุดตามเส้นทางรถไฟความเร็วสูง โดยเฉพาะบริเวณปากอุโมงค์และสะพาน พร้อมใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลจากกล้องร่วมกับเรดาร์ เพื่อตรวจจับบุคคลหรือสิ่งกีดขวางที่อาจเข้าสู่แนวราง

จนถึงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ระบบสามารถตรวจพบและจัดการสัญญาณเตือนที่นำไปใช้ในการป้องกันความเสี่ยงได้เกือบ 310,000 รายการ

ภาคไปรษณีย์และการจัดส่งพัสดุก็เป็นอีกพื้นที่ที่ AI เข้ามามีบทบาท ตั้งแต่บริการลูกค้า การคัดแยกพัสดุ การตรวจสอบความปลอดภัย ไปจนถึงการวางแผนเส้นทางขนส่ง

ปัจจุบันจีนมีรถส่งพัสดุไร้คนขับมากกว่า 16,000 คัน และโดรนมากกว่า 400 ลำ ช่วยขยายบริการจัดส่งสินค้าไปยังพื้นที่ภูเขา เกาะ และพื้นที่ห่างไกลที่การขนส่งรูปแบบเดิมเข้าถึงได้ยาก

เบื้องหลังการใช้งานเหล่านี้ คือ การพัฒนาโมเดล AI ขนาดใหญ่ด้านการขนส่งในโครงสร้าง “1+N+X”

“1” หมายถึง โครงสร้างเทคโนโลยีพื้นฐานกลางที่รองรับโมเดลและทรัพยากรประมวลผลหลายประเภท “N” คือโมเดลเฉพาะทางสำหรับการขนส่งแต่ละสาขา ส่วน “X” คือ AI Agent ที่นำไปใช้กับภารกิจเฉพาะ เช่น การควบคุมเครือข่ายถนน การจัดตารางเดินรถ หรือการรับมือเหตุฉุกเฉิน

แนวทางนี้ทำให้ AI ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงวิเคราะห์ข้อมูล แต่เริ่มเข้าไปมีส่วนช่วยในการตัดสินใจและบริหารระบบขนส่งจริงมากขึ้น

เป้าหมายที่จีนต้องการจึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการเพิ่มความสะดวกในการเดินทาง แต่ยังครอบคลุมถึงการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และลดการใช้พลังงาน

ตัวอย่างเช่น ท่าเรือเป่ยปู้ (Beibu Gulf Port) ในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง ใช้ระบบจัดสรรการขนส่งด้วย AI ช่วยลดเวลาพักตู้คอนเทนเนอร์ระหว่างการเชื่อมต่อรถไฟกับเรือได้มากกว่า 20%

ขณะที่ท่าเรือชิงเต่า (Qingdao Port) ซึ่งพัฒนาระบบท่าเรืออัตโนมัติ ใช้ระบบจัดตารางอัจฉริยะเพื่อลดการวิ่งรถเปล่าและเวลารอ ส่งผลให้การใช้พลังงานต่อการจัดการตู้คอนเทนเนอร์หนึ่งตู้ลดลงมากกว่า 15%

จีนตั้งเป้าว่า ภายในปี 2030 จะขยายรูปแบบการใช้งาน AI ในภาคการขนส่งที่มีมูลค่าสูงเพิ่มขึ้น พัฒนาโมเดลและอัลกอริทึมระดับสูง และต่อยอดไปสู่โครงสร้างพื้นฐาน อุปกรณ์ บริการ และธุรกิจรูปแบบใหม่ เพื่อผลักดันให้ AI กลายเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญของระบบขนส่งสมัยใหม่

บทความ : ประวีณมัย บ่ายคล้อย
ภาพ : CGTN

- Advertisement -