จีนกำลังนำปัญญาประดิษฐ์ หรือ AI เข้ามาเปลี่ยนวิธีคิดเรื่องการส่งเสริมกีฬา จากเดิมที่มุ่งสร้างสนามและอุปกรณ์ให้ประชาชนมีที่ออกกำลังกาย ไปสู่การสร้างระบบที่ช่วยตอบได้ว่า แต่ละคนควรออกกำลังกายแบบใด และอย่างไรจึงจะเหมาะกับสภาพร่างกายของตัวเอง
AI จึงเริ่มมีบทบาทตั้งแต่การวิเคราะห์สมรรถภาพร่างกาย ออกแบบโปรแกรมการออกกำลังกายเฉพาะบุคคล ตรวจจับท่าทางเพื่อลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ ไปจนถึงการพัฒนาสนามกีฬาและโรงยิมอัจฉริยะ โดยมีเป้าหมายสำคัญคือทำให้ประชาชนทั่วไปเข้าถึงการออกกำลังกายที่มีประสิทธิภาพและเป็นวิทยาศาสตร์มากขึ้น
แนวทางดังกล่าว สอดคล้องกับแผนส่งเสริมสุขภาพผ่านการออกกำลังกายแห่งชาติ ปี 2026–2030 ซึ่งกำหนดให้นำ AI และเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ทั้งในสถานที่ออกกำลังกาย การจัดกิจกรรมและการแข่งขันกีฬา และการให้คำแนะนำด้านการออกกำลังกาย พร้อมผลักดันให้สนามกีฬาและสถานที่ออกกำลังกายของรัฐเร่งปรับตัวสู่ระบบดิจิทัลและอัจฉริยะ
ภาพของการเปลี่ยนแปลงนี้เริ่มเกิดขึ้นแล้ว
ที่เขตก่งซู่ เมืองหางโจว มีการติดตั้งสถานีตรวจสมรรถภาพร่างกายอัจฉริยะ ประชาชนสามารถเข้ารับการประเมินและได้รับรายงานผลภายในเวลาเพียงไม่กี่นาที ระบบจะนำข้อมูลเข้าสู่แพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อวิเคราะห์สมรรถภาพหลายด้าน ตั้งแต่การทำงานของหัวใจและปอด ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ ไปจนถึงความยืดหยุ่นของร่างกาย
จากนั้นระบบสามารถแนะนำประเภทการออกกำลังกาย ระดับความหนัก รวมถึงสถานที่ออกกำลังกายใกล้เคียงที่เหมาะกับแต่ละบุคคล เปลี่ยนการออกกำลังกายจากแนวทางแบบเดียวสำหรับทุกคน ไปสู่การดูแลสุขภาพที่เฉพาะเจาะจงมากขึ้น
ส่วนที่เมืองสิงไถ มณฑลเหอเป่ย์ โรงยิมอัจฉริยะในชุมชนได้เชื่อมบริการหลายอย่างไว้บนแพลตฟอร์มเดียว ทั้งการจองสถานที่ การตรวจสมรรถภาพ การให้คำแนะนำ และการบันทึกประวัติการออกกำลังกาย
หลังจากประเมินร่างกาย ระบบสามารถแนะนำชนิดกีฬา ระยะเวลา และระดับความหนักของการฝึก ขณะที่อุปกรณ์บางประเภทติดตั้ง AI สำหรับตรวจจับการเคลื่อนไหว หากผู้ใช้ออกท่าผิด ระบบสามารถแจ้งเตือนและแนะนำการแก้ไขได้ทันที ช่วยเพิ่มทั้งประสิทธิภาพการฝึกและลดความเสี่ยงจากการบาดเจ็บ
อีกบทบาทหนึ่งที่เริ่มชัดขึ้น คือการที่ AI ทำหน้าที่เสมือน “โค้ชส่วนตัว” ในกีฬาที่ต้องอาศัยเทคนิคสูง
ที่สนามเทนนิส Chaocao Sports ในกรุงปักกิ่ง ระบบวิเคราะห์เทนนิสอัจฉริยะสามารถบันทึกข้อมูลตั้งแต่ความเร็วในการเสิร์ฟ การหมุนของลูก ไปจนถึงตำแหน่งที่ลูกตกในสนาม ผู้เล่นทั่วไปจึงสามารถย้อนดูและวิเคราะห์ผลงานของตัวเองได้ แม้ไม่มีโค้ชมืออาชีพยืนอยู่ข้างสนาม
เทคโนโลยีสำหรับนักกีฬาระดับสูงกำลังก้าวไปไกลกว่านั้น
สำนักข่าวซินหัวรายงานว่า ทีมวิจัยของมหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งปักกิ่งพัฒนาระบบ AI สำหรับวิเคราะห์การว่ายน้ำ โดยใช้กล้องความเร็วสูงติดตั้งทั้งเหนือและใต้ผิวน้ำ เพื่อเก็บข้อมูลความเร็ว ระยะเวลา การออกตัว และรายละเอียดของการว่ายในแต่ละสโตรก ก่อนให้ AI ประมวลผลและสร้างรายงานโดยอัตโนมัติ
ข้อมูลดังกล่าว ช่วยให้โค้ชสามารถมองเห็นรายละเอียดทางเทคนิคที่อาจสังเกตได้ยากด้วยสายตา และนำไปปรับวิธีการฝึกของนักกีฬาได้แม่นยำขึ้น ขณะที่เทคโนโลยีในลักษณะเดียวกันยังถูกนำไปใช้วิเคราะห์กีฬาประเภทอื่น เช่น การกระโดดไกล
แต่ความสำคัญของ AI ต่อวงการกีฬาจีนไม่ได้หยุดอยู่ที่การช่วยให้คนคนหนึ่งออกกำลังกายดีขึ้นเท่านั้น
ข้อมูลจากสถานีตรวจสมรรถภาพ อุปกรณ์กีฬาอัจฉริยะ และแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ ยังสามารถสะท้อนพฤติกรรมการออกกำลังกายของประชาชนในระดับเมือง เช่น คนในแต่ละพื้นที่นิยมกีฬาอะไร ใช้สนามช่วงเวลาใด หรือยังขาดบริการด้านกีฬาแบบใด
ข้อมูลเหล่านี้ ทำให้หน่วยงานท้องถิ่นสามารถวางแผนสร้างและบริหารสถานที่ออกกำลังกาย รวมถึงจัดสรรทรัพยากรด้านกีฬาให้สอดคล้องกับความต้องการของประชาชนได้มากขึ้น เปลี่ยนนโยบายกีฬาจากการคาดการณ์ ไปสู่การตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล
จีนยังมีแผนพัฒนาแพลตฟอร์มข้อมูลด้านการออกกำลังกายระดับประเทศ เพื่อเชื่อมโยงระบบส่วนกลางกับระบบในแต่ละภูมิภาค และในช่วงแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 15 ระหว่างปี 2026–2030 ยังเตรียมผลักดันแนวคิด “Fitness Code” รวมถึงระบบสะสมคะแนนจากกิจกรรมทางกายที่เรียกว่า “Sports Banking” เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ประชาชนออกกำลังกายอย่างต่อเนื่อง
ภายในปี 2030 จีนตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนประชาชนที่ออกกำลังกายเป็นประจำให้อยู่ที่ประมาณ 40% ของประชากร เพิ่มพื้นที่สนามกีฬาเฉลี่ยเป็นประมาณ 4 ตารางเมตรต่อคน และขยายมูลค่ารวมของอุตสาหกรรมกีฬาให้เกิน 7 ล้านล้านหยวน (34 ล้านล้านบาท)
สิ่งที่จีนกำลังสร้างไม่ใช่เพียง “สนามกีฬาอัจฉริยะ” แต่เป็นระบบนิเวศการออกกำลังกายที่เชื่อม AI ข้อมูล สุขภาพ และโครงสร้างพื้นฐานเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนให้ประชาชนแต่ละคนออกกำลังกายได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม และต่อเนื่อง
บทความ : ประวีณมัย บ่ายคล้อย
ภาพ : CGTN










