จีนกำลังนำเทคโนโลยี AI โดรน ดาวเทียม และอุปกรณ์ไร้คนขับเข้ามาเปลี่ยนวิธีรับมือภัยพิบัติ จากเดิมที่อาศัยเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบและรายงานสถานการณ์เป็นหลัก ไปสู่ระบบที่มองเห็นความเสี่ยงได้เร็วขึ้น ประมวลผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ และส่งเครื่องมือเข้าไปทำงานในพื้นที่ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อมนุษย์
ตัวอย่างล่าสุดเกิดขึ้นที่เมืองหมีเล่อ มณฑลยูนนาน (Yunnan) เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2026 หลังฝนตกหนักทำให้น้ำท่วมหลายพื้นที่ เจ้าหน้าที่เปิดใช้เครือข่ายโดรนครอบคลุมทั้งเมือง เพื่อลาดตระเวนทางอากาศและส่งภาพสถานการณ์เข้าสู่ศูนย์บัญชาการ ข้อมูลจากโดรนช่วยชี้จุดที่มีน้ำท่วมขัง นำทางเจ้าหน้าที่เข้าช่วยเหลือประชาชน เปิดฝาท่อระบายน้ำ และจัดการจราจรในพื้นที่เสี่ยง ทำให้การระบายน้ำส่วนใหญ่เสร็จสิ้นภายในเช้าวันต่อมา
ที่เมืองหวยอัน มณฑลเจียงซู ระบบลักษณะเดียวกันถูกนำมาใช้ตรวจแนวคันกั้นน้ำและระดับน้ำในพื้นที่ลี่เซี่ยเหอ ซึ่งยังอยู่ในระดับสูงหลังเกิดพายุฝนรุนแรง เมืองนี้มีสถานีโดรนมากกว่า 200 แห่ง และมีโดรนกว่า 300 ลำ ทำให้สามารถส่งโดรนไปยังจุดเกิดเหตุได้ภายใน 5 นาที นอกจากงานป้องกันน้ำท่วมแล้ว ระบบนี้ยังใช้ตรวจสายส่งและสายจำหน่ายไฟฟ้าความยาวรวมกว่า 28,000 กิโลเมตรด้วย
อีกกรณีหนึ่ง ก่อนพายุไต้ฝุ่นโนอึลขึ้นฝั่งมณฑลกวางตุ้ง นักวิจัยทดสอบโดรน 4 ลำให้บินเป็นเครือข่ายบริเวณคาบสมุทรต้าเผิง เมืองเซินเจิ้น เพื่อเก็บข้อมูลสภาพอากาศทุกชั่วโมงระหว่างพายุเคลื่อนขึ้นฝั่ง การบินพร้อมกันหลายระดับช่วยเก็บข้อมูลบริเวณชั้นบรรยากาศต่ำ ซึ่งดาวเทียมและเรดาร์ภาคพื้นดินอาจตรวจวัดได้ไม่ครบ โดยเฉพาะเมื่อมีเมฆหนา ลมแรง และความปั่นป่วนสูง
ปัจจุบัน จีนมีแผนพัฒนาระบบรับมือเหตุฉุกเฉิน (ปี 2026–2030) กำหนดให้จีนมีแผนป้องกันความเสี่ยงล่วงหน้า พร้อมยกระดับการตัดสินใจโดยใช้ข้อมูล วิทยาศาสตร์ และระบบอัจฉริยะมากขึ้นภายในปี 2030
หัวใจของระบบจัดการภัยพิบัติคือการนำข้อมูลจากหลายแหล่งมารวมไว้ในแพลตฟอร์มเดียว ตั้งแต่ดาวเทียมอุตุนิยมวิทยา เรดาร์ สถานีตรวจอากาศ เครื่องมือตรวจสภาพทะเล และเซ็นเซอร์ในแม่น้ำและอ่างเก็บน้ำ จากนั้นจึงใช้ AI วิเคราะห์เส้นทางพายุ ปริมาณฝน ระดับน้ำ และพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบ มีตัวอย่างเช่น มณฑลไห่หนานนำ AI Big Data และ Cloud Computing มาเชื่อมข้อมูลเหล่านี้ เพื่อให้เจ้าหน้าที่วางแผนการเตรียมอพยพและจัดการภัยพิบัติก่อนสถานการณ์รุนแรง
นอกจากนี้ ยังมีการใช้ระบบดาวเทียมอุตุนิยมวิทยาเฟิงอวิ๋น (Fengyun) ทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการตรวจจับภัยจากอวกาศ เครือข่ายนี้ประกอบด้วยดาวเทียมที่ปฏิบัติงานในวงโคจร 9 ดวง ทำงานร่วมกับเรดาร์ตรวจอากาศ 842 แห่ง และสถานีภาคพื้นดินมากกว่า 90,000 แห่ง ข้อมูลถูกนำไปใช้ติดตามพายุ ฝนหนัก ภัยแล้ง และอากาศร้อนจัด ทั้งในจีนและอีก 133 ประเทศ
เมื่อเกิดภัยพิบัติ โดรนบรรเทาสาธารณภัยจะถูกนำมาใช้ อย่างกรณีน้ำท่วมในเขตปกครองตนเองกว่างซีจ้วง เมื่อต้นเดือนกรกฎาคม ทำให้ประชาชนในเมืองเหิงโจวมากกว่า 15,000 คนติดอยู่ในพื้นที่ซึ่งรถกู้ภัยไม่สามารถเข้าถึง ทีมช่วยเหลือใช้โดรนขนาดใหญ่ที่บรรทุกน้ำหนักได้ลำละ 100 กิโลกรัม ขนส่งสิ่งของและช่วยนำผู้ประสบภัยลงจากหลังคาบ้าน ขณะที่โดรนขนาดเล็กบินสำรวจเส้นทางให้เรือกู้ภัยเข้าถึงพื้นที่ประสบภัย
กระทรวงการจัดการเหตุฉุกเฉินของจีนยังส่งโดรนขนาดใหญ่ขึ้นบินเหนือพื้นที่น้ำท่วม เพื่อทำหน้าที่เป็นสถานีโทรศัพท์เคลื่อนที่บนอากาศ ช่วยให้ประชาชนและทีมกู้ภัยกลับมาติดต่อสื่อสารได้ แม้เสาสัญญาณภาคพื้นดินเสียหาย เทคโนโลยีนี้ช่วยแก้ปัญหาสำคัญของงานกู้ภัย เพราะเมื่อระบบสื่อสารขัดข้อง ศูนย์บัญชาการจะไม่สามารถรับข้อมูลหรือส่งคำสั่งไปยังพื้นที่ประสบภัยได้
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีไม่ได้ทำให้งานของเจ้าหน้าที่ภาคสนามหมดความสำคัญ โดรนและ AI สามารถบอกได้ว่าพื้นที่ใดมีความเสี่ยง แต่การเคาะประตูแจ้งเตือน ช่วยผู้สูงอายุอพยพ ปิดถนน และดูแลศูนย์พักพิงยังต้องอาศัยเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นและอาสาสมัคร ขณะเดียวกัน การพยากรณ์พายุด้วยฝูงโดรนยังต้องเก็บข้อมูลในภูมิประเทศและสภาพอากาศที่หลากหลายต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความแม่นยำของแบบจำลอง
สิ่งที่จีนกำลังทำคือ การนำเทคโนโลยีจัดการภัยพิบัติ ด้วยการสร้างระบบที่เชื่อมข้อมูลจากอวกาศ อากาศ พื้นดิน และแหล่งน้ำเข้าด้วยกัน เพื่อให้ตรวจพบความเสี่ยงได้เร็วขึ้น ส่งความช่วยเหลือได้ตรงจุด และลดการส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเผชิญอันตรายโดยไม่จำเป็น แนวทางนี้กำลังเปลี่ยนการจัดการภัยพิบัติของจีน จากการรอแก้ปัญหาหลังเกิดเหตุ ไปสู่การเฝ้าระวัง คาดการณ์ และรับมืออย่างแม่นยำมากขึ้น
บทความ : ประวีณมัย บ่ายคล้อย
ภาพ : CGTN










