วันจันทร์ 27 กรกฎาคม 2026
หน้าแรก ต่างประเทศ “จิ่งเต๋อเจิ้น” จากเมืองเครื่องลายครามพันปี สู่มรดกโลก

“จิ่งเต๋อเจิ้น” จากเมืองเครื่องลายครามพันปี สู่มรดกโลก

2

องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือยูเนสโก (UNESCO) ขึ้นทะเบียน “แหล่งอุตสาหกรรมเครื่องลายครามหัตถกรรมจิ่งเต๋อเจิ้น” (Jingdezhen Handicraft Porcelain Industry Sites) เป็นแหล่งมรดกโลกแห่งใหม่ ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยที่ 48 เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2026 ส่งผลให้จีนมีแหล่งมรดกโลกรวม 61 แห่ง

แหล่งมรดกโลกนี้ ตั้งอยู่ในเมืองจิ่งเต๋อเจิ้น มณฑลเจียงซี (Jiangxi) ครอบคลุมพื้นที่ประมาณ 12,300 ไร่ และเขตกันชนอีกกว่า 34,600 ไร่ ประกอบด้วยแหล่งย่อย 45 แห่ง แสดงถึงระบบการผลิตเครื่องลายครามที่พัฒนาต่อเนื่องตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 10 ถึงศตวรรษที่ 19

องค์ประกอบหลักแบ่งเป็น 5 พื้นที่ ได้แก่ ศูนย์กลางการผลิตเครื่องลายครามในเขตเมือง แหล่งเตาเผาโบราณหูเถียน (Hutian Ancient Kiln Site) เหมืองดินขาวเกาหลิ่ง (Gaoling Porcelain Clay Mining Site) เหมืองหินเครื่องเคลือบฉางหลิ่ง (Changling Porcelain Stone Mining Site) และพื้นที่ผลิตฟืนเจียวถาน (Jiaotan Firewood Production Area)

การขึ้นทะเบียนครั้งนี้จึงไม่ได้รับรองเพียงเตาเผาหรือเครื่องลายครามโบราณ แต่ยังรวมถึงระบบอุตสาหกรรมทั้งกระบวนการ ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบ เชื้อเพลิง การผลิต การขนส่ง และการค้า

จิ่งเต๋อเจิ้นได้รับการขนานนามว่าเป็น “เมืองหลวงแห่งเครื่องลายคราม” ของจีน ด้วยประวัติการผลิตที่ยาวนานกว่า 1,700 ปี พื้นที่โดยรอบอุดมไปด้วยดินขาว หินสำหรับผลิตเครื่องเคลือบ ป่าไม้สำหรับใช้เป็นเชื้อเพลิง และเส้นทางน้ำที่เหมาะกับการขนส่งสินค้า

ในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 10–13 ช่างในจิ่งเต๋อเจิ้นนำเทคนิคจากหลายพื้นที่ของจีนมาพัฒนา จนสามารถผลิตเครื่องเคลือบสีขาวอมฟ้าที่มีคุณภาพสูง ต่อมาในช่วงคริสต์ศตวรรษที่ 13–15 มีการนำหินเครื่องเคลือบมาผสมกับดินขาว ช่วยให้ผลิตภัณฑ์แข็งแรง ทนความร้อน และเหมาะกับการเผาที่อุณหภูมิสูง

ช่างจิ่งเต๋อเจิ้นยังนำเม็ดสีโคบอลต์จากตะวันออกกลางมาผสมกับเทคนิคของจีน จนเกิดเป็นเครื่องลายครามสีน้ำเงิน–ขาว ซึ่งกลายเป็นหนึ่งในสัญลักษณ์สำคัญของศิลปะจีน ก่อนพัฒนาไปสู่เครื่องเคลือบเขียนสีและเครื่องเคลือบอีนาเมลในสมัยราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิง

จุดเด่นอีกเรื่อง คือ ระบบแบ่งงานที่มีความละเอียด ช่างแต่ละกลุ่มรับผิดชอบตั้งแต่การเตรียมดิน ขึ้นรูป เขียนลาย เคลือบ เผา คัดคุณภาพ และบรรจุและจำหน่าย ทำให้จิ่งเต๋อเจิ้นสามารถผลิตเครื่องลายครามคุณภาพสูงได้ในปริมาณมาก และก้าวขึ้นเป็นศูนย์กลางการผลิตระดับโลกตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ 16

เครื่องลายครามจากเมืองนี้ถูกส่งออกผ่านเส้นทางสายไหมทั้งทางบกและทางทะเลไปยังเอเชีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และยุโรป กลายเป็นทั้งสินค้าหรูหราและสื่อกลางการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม

ลวดลายสีน้ำเงิน–ขาวของจิ่งเต๋อเจิ้นยังมีอิทธิพลต่อศิลปะยุโรป โดยเฉพาะกระแส “Chinoiserie” ในคริสต์ศตวรรษที่ 17–18 ซึ่งนำศิลปะแบบจีนไปใช้ในงานเครื่องเรือน สิ่งทอ ภาพเขียน และสถาปัตยกรรม

คณะกรรมการมรดกโลกระบุว่า แหล่งดังกล่าว สะท้อนพัฒนาการด้านเทคโนโลยี ศิลปะ และระบบอุตสาหกรรมเครื่องลายครามของจีน รวมทั้งแสดงให้เห็นอิทธิพลของเครื่องลายครามจีนต่ออุตสาหกรรมเซรามิกและการแลกเปลี่ยนระหว่างอารยธรรมทั่วโลก

ปัจจุบัน จิ่งเต๋อเจิ้นยังเป็นสมาชิกเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโกด้านหัตถกรรมและศิลปะพื้นบ้าน เมืองได้นำโรงงานและพื้นที่อุตสาหกรรมเก่ามาปรับเป็นพิพิธภัณฑ์ สตูดิโอ ตลาดงานออกแบบ และพื้นที่สร้างสรรค์ เพื่อเปิดโอกาสให้ศิลปินและผู้ประกอบการรุ่นใหม่พัฒนางานเครื่องเคลือบร่วมสมัย

การขึ้นทะเบียนเครื่องลายคราม “จิ่งเต๋อเจิ้น” จึงเป็นการรับรองระบบความรู้ เทคโนโลยี และเครือข่ายการค้าของเมืองที่ใช้เครื่องลายครามเชื่อมจีนกับโลกมานานหลายศตวรรษ โดยจีนยังจัดทำแผนบริหารและอนุรักษ์พื้นที่ระหว่างปี 2025–2035 เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการคุ้มครองมรดก การท่องเที่ยว และการใช้ประโยชน์ทางเศรษฐกิจจากเครื่องลายคราม “จิ่งเต๋อเจิ้น” อย่างยั่งยืน

บทความ : ประวีณมัย บ่ายคล้อย
ภาพ : CGTN

- Advertisement -