วันจันทร์ 27 กรกฎาคม 2026
หน้าแรก ต่างประเทศ ไห่เทียนใช้ AI ยกระดับโรงงานซีอิ๊วเก่าแก่ 400 ปี สู่การผลิตอัจฉริยะ

ไห่เทียนใช้ AI ยกระดับโรงงานซีอิ๊วเก่าแก่ 400 ปี สู่การผลิตอัจฉริยะ

2

เมื่อพูดถึงโรงงานอัจฉริยะ หลายคนอาจนึกถึงรถยนต์ไฟฟ้า ชิป หุ่นยนต์ หรือแบตเตอรี่ แต่ที่เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง เทคโนโลยีดิจิทัลกำลังถูกนำมาใช้กับผลิตภัณฑ์ที่อยู่คู่ครัวจีนมาหลายร้อยปี นั่นคือ “ซีอิ๊ว” โดยโรงงานไห่เทียนในเขตเกาหมิง เมืองฝอซาน มณฑลกวางตุ้ง ผู้ผลิตเครื่องปรุงรายใหญ่ของจีน ใช้ระบบอัตโนมัติ Big Data และ AI ควบคุมการผลิตตั้งแต่การคัดวัตถุดิบ การหมัก การบรรจุ ไปจนถึงการจัดเก็บสินค้า

ไห่เทียนมีประวัติการผลิตเครื่องปรุงยาวนานกว่า 400 ปี ขณะที่โรงงานไห่เทียนในเขตเกาหมิงได้รับเลือกเข้าสู่ “Lighthouse Network” ของสภาเศรษฐกิจโลก (World Economic Forum) เมื่อเดือนมกราคม 2025 โดยเป็นโรงงานผลิตซีอิ๊วแห่งแรกและแห่งเดียวในเครือข่ายนี้

ซีอิ๊ว 1 ขวด ต้องผ่านกระบวนการมากกว่า 119 ขั้นตอน ตั้งแต่การคัดถั่วเหลือง การนึ่ง การหมัก การตาก การบีบ การกรอง และการฆ่าเชื้อ และการบรรจุ เดิมมีจุดปฏิบัติงานมากกว่า 1,000 จุดที่ต้องอาศัยแรงงานหรือประสบการณ์ของช่างผู้ชำนาญ

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในโรงงานเริ่มตั้งแต่เมล็ดถั่วเหลือง โรงงานใช้เทคโนโลยีระบบจดจำลักษณะของเมล็ดถั่ว ถ่ายภาพถั่วเหลืองรอบด้าน 360 องศา เพื่อตรวจสอบขนาด สี รูปร่าง และความสมบูรณ์ ก่อนคัดแยกเมล็ดที่ไม่ได้มาตรฐาน

บริษัทระบุว่า ระบบนี้ตรวจสอบถั่วเหลืองได้มากกว่า 2.5 ล้านล้านเมล็ดต่อปี ทำให้งานคัดวัตถุดิบซึ่งเคยอาศัยสายตาของพนักงาน สามารถตรวจสอบได้ละเอียดถึงระดับเมล็ด

วัตถุดิบที่ผ่านการคัดเลือกจะเข้าสู่กระบวนการหมัก โรงงานใช้ถังหมักอัจฉริยะควบคุมปริมาณออกซิเจน อุณหภูมิ ความชื้น และจังหวะการกวนโดยอัตโนมัติ พร้อมบันทึกข้อมูลสภาพอากาศ คุณภาพวัตถุดิบ และสถานะเครื่องจักรในระดับวินาที

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยให้โรงงานตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงระหว่างการหมักและปรับสภาพแวดล้อมได้ทันที แทนการพึ่งพาสายตา กลิ่น และประสบการณ์ของช่างเพียงอย่างเดียว

ไห่เทียนยังนำความรู้ของช่างหมักมาจัดเก็บเป็นฐานข้อมูล โดยใช้ “AI Electronic Nose” หรือจมูกอิเล็กทรอนิกส์ ตรวจจับองค์ประกอบของกลิ่นในซีอิ๊วมากกว่า 100 ชนิด ก่อนนำข้อมูลมาสร้างคลังกลิ่นสำหรับเปรียบเทียบคุณภาพของผลิตภัณฑ์แต่ละชุด ซึ่งช่วยลดความแตกต่างที่อาจเกิดจากวัตถุดิบ สภาพอากาศ หรือระยะเวลาการหมัก และช่วยรักษารสชาติของผลิตภัณฑ์ให้ใกล้เคียงกัน แม้จะผลิตในปริมาณมาก

หลังการหมัก ซีอิ๊วจะถูกส่งผ่านท่อสเตนเลสเกรด 316L ไปยังห้องบรรจุอัตโนมัติ โรงงานติดตั้งเครื่องวิเคราะห์สเปกตรัมอินฟราเรด (NIR) เพื่อตรวจวัดค่าคุณภาพระหว่างการผลิตแบบเรียลไทม์

สายการบรรจุบางสายผลิตได้ประมาณ 52,000 ขวดต่อชั่วโมง หรือราว 14 ขวดต่อวินาที ขณะที่ระบบควบคุมปริมาณซีอิ๊วในแต่ละขวดให้คลาดเคลื่อนไม่เกิน 2 กรัม

เมื่อออกจากสายการผลิต สินค้าจะถูกส่งเข้าสู่คลังสินค้าอัจฉริยะ ซึ่งควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น การจัดเก็บ และการเบิกจ่ายโดยอัตโนมัติ บางคำสั่งสามารถนำสินค้าออกจากคลังได้ภายใน 120 วินาที

ซีอิ๊วแต่ละขวดยังมีรหัสดิจิทัลเฉพาะภายใต้ระบบ “หนึ่งสินค้า หนึ่งรหัส” ทำให้ตรวจสอบย้อนกลับได้ตั้งแต่แหล่งวัตถุดิบ กระบวนการผลิต การบรรจุ ไปจนถึงจุดจำหน่าย

ระบบตรวจสอบย้อนกลับมีความสำคัญต่ออุตสาหกรรมอาหารมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อผู้บริโภคและหน่วยงานกำกับดูแลต้องการทราบที่มาของวัตถุดิบและเส้นทางของสินค้าอย่างละเอียด

ด้านการใช้พลังงาน โรงงานใช้ระบบอัจฉริยะควบคุมการทำความเย็น ช่วยลดการใช้ไฟฟ้าต่อหน่วยได้มากกว่าร้อยละ 20 พร้อมใช้รถขนส่งไร้คนขับและยานพาหนะนำทางอัตโนมัติ หรือ AGV เคลื่อนย้ายวัตถุดิบและสินค้าในโรงงาน

บริษัทระบุว่า การปรับปรุงระบบพลังงานและการใช้ความร้อนช่วยประหยัดไฟฟ้าได้ประมาณ 8.57 ล้านกิโลวัตต์ชั่วโมงต่อปี และลดการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ได้ราว 30,500 ตันต่อปี

เทคโนโลยีของโรงงานนี้แสดงให้เห็นว่า เทคโนโลยีการผลิตสมัยใหม่สามารถนำมาใช้กับอุตสาหกรรมอาหารดั้งเดิมได้ ตั้งแต่การตรวจวัตถุดิบ การควบคุมการหมัก การรักษารสชาติ ไปจนถึงการตรวจสอบย้อนกลับและลดการใช้พลังงาน

สำหรับไห่เทียน เทคโนโลยีไม่ได้เข้ามาแทนที่ภูมิปัญญาการหมัก แต่ช่วยถอดความชำนาญของช่างออกมาเป็นข้อมูลที่วัดผลและใช้ซ้ำได้ ทำให้การผลิตซีอิ๊วในระดับอุตสาหกรรมยังคงรักษารสชาติให้สม่ำเสมอ เพิ่มความแม่นยำ ความรวดเร็ว และการตรวจสอบย้อนกลับตลอดกระบวนการ ภูมิปัญญาการหมักที่สืบทอดมาหลายร้อยปีจึงยังคงอยู่ ด้วยเทคโนโลยีและมาตรฐานของโรงงานยุคใหม่

บทความ: ประวีณมัย บ่ายคล้อย
ภาพ: www.haday.com

- Advertisement -