สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน เปิดหลักสูตรผู้นำรุ่นใหม่ ติวเข้ม “เข้าใจจีนยุคใหม่” ดึง “ครูพี่ป๊อป” เผยกลยุทธ์สร้างสนามแข่งขันใหม่ และการปรับตัวของไทยในวันที่จีนก้าวสู่ผู้นำเทคโนโลยีโลก

1

สมาคมผู้สื่อข่าวไทย-จีน ร่วมกับสถาบันสื่อและบริหารธุรกิจไทย-จีน จัดการบรรยายพิเศษภายใต้โครงการ “ผู้บริหารรุ่นใหม่ธุรกิจไทย-จีน รุ่นที่ 3” (Young Executive Program 3) ประจำปีการศึกษา 2569 ภายใต้การสนับสนุนอย่างเป็นทางการจากสถานเอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย หอการค้าไทย-จีน และ China Media Group โดยได้รับเกียรติจาก ดร.ณัฐพงศ์ นำศิริกุล หรือ “ครูพี่ป๊อป” ผู้ประกาศข่าวชื่อดังจาก TNN และผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมจีน เป็นวิทยากรบรรยายในหัวข้อ “เข้าใจจีนกับครูพี่ป๊อป” ณ อาคาร M Group เมื่อวันเสาร์ที่ 7 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา เพื่อติดอาวุธทางปัญญาให้กับผู้บริหารและสื่อมวลชนกว่า 60 ท่าน โดยเนื้อหาการบรรยายมุ่งเน้นการทลายกำแพงความเข้าใจผิดเกี่ยวกับจีนในอดีต และชี้ให้เห็นถึงทิศทางที่ประเทศไทยต้องปรับตัวเพื่อรับมือกับพญามังกรที่กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเป็นโรงงานของโลกสู่การเป็นเจ้าแห่งอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

ดร.ณัฐพงศ์ เริ่มต้นการบรรยายด้วยการย้อนภาพความทรงจำเมื่อกว่าสิบปีก่อน ในยุคที่จีนยังถูกมองข้ามจากสังคมไทยและสังคมโลก โดยสะท้อนว่าภาพลักษณ์ของจีนในอดีตมักถูกผูกติดกับความไม่เจริญและความลำบาก จนคนรอบข้างต่างตั้งคำถามถึงการไปศึกษาต่อที่นั่นของครูพี่ป๊อป แต่การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงทศวรรษที่ผ่านมาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า จีนมีทิศทางนโยบายที่ชัดเจนและต่อเนื่องมาตั้งแต่ยุคท่านเติ้งเสี่ยวผิง จนถึง ท่านสีจิ้นผิง ซึ่งต่างจากหลายประเทศที่นโยบายมักเปลี่ยนแปลงตามกระแสการเมือง ความเด็ดขาดในการบ่มเพาะผู้นำตามความสามารถมากกว่าสายสัมพันธ์ คือรากฐานสำคัญที่ทำให้จีนก้าวข้ามภาพจำเดิม ๆ และกลายเป็นมหาอำนาจที่มั่งคั่งในปัจจุบันอย่างที่ไม่มีใครปฏิเสธได้

ประเด็นสำคัญที่ครูพี่ป๊อป เน้นย้ำคือ ความแตกต่างระหว่างคำว่า “รู้” กับ “รู้จัก” โดยชี้ว่าคนไทยส่วนใหญ่อาจจะแค่รู้ข้อมูลผิวเผิน แต่ยังไม่รู้จักตัวตนและจิตวิญญาณของจีนอย่างลึกซึ้งผ่านประสบการณ์และประวัติศาสตร์ จีนในวันนี้ไม่ได้แข่งขันในสนามเดิมที่ตนเองเสียเปรียบ เช่น การผลิตเครื่องยนต์สันดาปหรือระบบบัตรเครดิต แต่จีนเลือกที่จะสร้าง “สนามใหม่” ขึ้นมาเอง ไม่ว่าจะเป็นระบบชำระเงินดิจิทัลไร้เงินสด หรือการก้าวกระโดดสู่เทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า (EV) ซึ่งความกล้าที่จะเปลี่ยนสนามแข่งขันนี้เองที่ทำให้แบรนด์อย่าง BYD หรือ Geely สามารถก้าวขึ้นมาเป็นผู้เล่นระดับโลกได้ในเวลาอันสั้น และไทยจำเป็นต้องเรียนรู้กลยุทธ์การสร้างสนามใหม่นี้มาปรับใช้แทนการฝืนแข่งขันในจุดที่เสียเปรียบ

ในมิติของอุตสาหกรรมและการผลิต ดร.ณัฐพงศ์ได้ถ่ายทอดประสบการณ์ในฐานะที่เคยทำงานเป็นสถาปนิกในจีน โดยเปิดเผยว่าภาพจำเรื่อง “ของปลอม” หรือ “คุณภาพต่ำ” กำลังกลายเป็นอดีต เพราะในปัจจุบันแบรนด์หรูจากยุโรปจำนวนมากใช้จีนเป็นฐานการผลิตระดับพรีเมียมก่อนจะนำไปติดตราสินค้าตนเอง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และวัสดุก่อสร้างที่จีนมีฝีมือเทียบเท่าต้นฉบับ สิ่งที่น่าจับตามองยิ่งกว่าคือการที่จีนก้าวเข้าสู่การควบคุมทรัพยากรต้นน้ำอย่างแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งจีนมีสัดส่วนการสกัดสูงถึง 80–90% ของโลก ทำให้จีนกลายเป็นผู้ถือไพ่เหนือกว่าในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง AI และอวกาศ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้มหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ ไม่สามารถเปิดศึกโดยตรงได้เนื่องจากต้องพึ่งพาวินค้าต้นน้ำจากจีน

สำหรับการแข่งขันของไทยกับจีนนั้น วิทยากรให้มุมมองว่าไทยไม่ควรแข่งในมิติของจำนวนหรือราคา เนื่องจากความแตกต่างมหาศาลด้านประชากรและสัญชาตญาณการเอาตัวรอดของคนจีนที่ทำงานหนักด้วยความอดทนสูง แต่ไทยควรใช้ “สติปัญญา” ในการทำงานร่วมกับจีนและแสวงหาโอกาสจากสิ่งที่จีนไม่คุ้มที่จะทำเนื่องจากขนาดตลาดเล็กเกินไป (Economy of Scale) รวมถึงจุดแข็งที่จีนยังไม่สามารถทำได้สำเร็จ เช่น การผลิตสินค้าเกษตรเมืองร้อนอย่างทุเรียนคุณภาพที่ยังต้องพึ่งพาสภาพดินฟ้าอากาศของไทย แม้จีนจะพยายามทดลองปลูกมานานกว่าสิบปีแต่ก็ยังไม่สามารถสู้รสชาติของไทยได้ ซึ่งจุดนี้เป็นช่องว่างที่ไทยต้องเร่งสร้างระบบกำกับดูแลไม่ให้ถูกทุนจีนเข้ามาสวมสิทธิ์หรือกลืนผลประโยชน์ไปทั้งหมด

นอกจากสินค้าเกษตรแล้ว โอกาสใหม่ของไทยยังรวมไปถึงอุตสาหกรรมบันเทิงและ Soft Power โดยเฉพาะซีรีส์วาย (LGBTQ+) ซึ่งเป็นเนื้อหาที่จีนยังไม่เปิดรับในสื่อกระแสหลัก แต่มีความต้องการสูงมากในกลุ่มผู้ชมชาวจีน การเข้าถึงตลาดนี้จำเป็นต้องอาศัยการเข้าไปอยู่ในระบบนิเวศ (Ecosystem) ของจีนเอง เช่น แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งท้องถิ่น เพราะกำแพงอินเทอร์เน็ตของจีนทำให้โซเชียลมีเดียระดับโลกไม่สามารถเข้าถึงได้ นอกจากนี้ยังมีธุรกิจพระเครื่องและวัตถุมงคลที่ชาวจีนให้ความสนใจอย่างมหาศาล รวมถึงอาหารทะเลซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในมณฑลตอนในของจีนที่ห่างไกลชายทะเลและมีข้อจำกัดด้านสภาพอากาศ

ในด้านการท่องเที่ยว ดร.ณัฐพงศ์ชี้ให้เห็นถึงวิกฤตที่ไทยกำลังเผชิญ เมื่อนักท่องเที่ยวจีนเริ่มมองว่า “ญี่ปุ่นหรือเวียดนามคุ้มค่ากว่าไทย” หลังจากที่ไทยมีค่าครองชีพสูงขึ้นและการบริการที่ลดมาตรฐานลง ปัจจุบันคนจีนยุคใหม่มีทางเลือกมากขึ้นและหันมาท่องเที่ยวภายในประเทศตนเองที่ยกระดับการบริการขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ไทยจึงต้องเร่งสร้าง “ความประทับใจแรก” ตั้งแต่ด่านตรวจคนเข้าเมืองและระบบขนส่งสาธารณะ โดยเฉพาะปัญหาแท็กซี่สนามบินและการหลอกลวงนักท่องเที่ยวหน้าวัดพระแก้วที่ยังเป็นแผลเรื้อรังทำลายภาพลักษณ์ประเทศ หากไทยไม่รักษาจุดแข็งด้าน Soft Power การบริการไว้ ความได้เปรียบนี้จะค่อย ๆ เลือนหายไปในที่สุด

ครูพี่ป๊อป ยังได้ให้ความรู้เชิงลึกเกี่ยวกับวัฒนธรรมการเข้าสังคมเพื่อมัดใจพันธมิตรจีน โดยเน้นเรื่องมารยาทบนโต๊ะอาหารที่เป็นหัวใจสำคัญของการเจรจาธุรกิจ ตั้งแต่การให้เกียรติผู้อาวุโส การเลือกตำแหน่งที่นั่งที่เหมาะสมตามหลักสากลของจีน ไปจนถึงรายละเอียดเล็กน้อยอย่างการรินชาที่ห้ามรินเต็มแก้ว หรือการรินเหล้าที่ต้องเต็มแก้วเสมอ รวมถึงการเข้าใจความหมายของตัวเลขมงคล เช่น เลข 8 ที่หมายถึงความมั่งคั่ง และเลข 6 ที่หมายถึงความราบรื่น สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องงมงาย แต่เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์และความไว้เนื้อเชื่อใจที่คนไทยต้องใส่ใจหากต้องการทำธุรกิจกับจีนให้ประสบความสำเร็จ

ช่วงท้ายของการบรรยาย มีการแลกเปลี่ยนความเห็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับความเชื่อและค่านิยมของคนจีนรุ่นใหม่ ซึ่งปัจจุบันคนรุ่นใหม่ได้ปรับเปลี่ยนไปตามวัฒนธรรมสากลมากขึ้น ตัวอย่างนี้สะท้อนให้เห็นว่าโลกกำลังเคลื่อนที่เข้าหากัน แต่ในขณะเดียวกันเราก็ต้องไม่ลืมที่จะเรียนรู้ “รากเหง้า” ของคู่สนทนา เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ลึกซึ้งและลดช่องว่างในการสื่อสาร ซึ่งเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความร่วมมือที่ยั่งยืนระหว่างไทยและจีนในอนาคต

บทสรุปของการอบรมครั้งนี้ คือการเน้นย้ำให้คนไทยมองจีนใน 3 มิติพร้อมกัน คือการเป็น “ตลาด” ที่ใหญ่ที่สุด เป็น “คู่แข่ง” ที่น่าเกรงขาม และเป็น “เพื่อน” ที่ต้องระมัดระวัง ตามสุภาษิตจีนที่ว่า “อย่าคิดทำร้ายผู้อื่น แต่ต้องมีใจป้องกันตนเองไว้เสมอ” ประเทศไทยตั้งอยู่ในจุดยุทธศาสตร์ที่สำคัญในภูมิรัฐศาสตร์โลก เป็นที่ต้องการของทั้งมหาอำนาจตะวันตกและจีน สิ่งที่ไทยต้องทำคือการรวมพลังกันภายในให้เข้มแข็ง ไม่แบ่งแยกฝักฝ่าย และนำเทคโนโลยีรวมถึงบทเรียนจากจีนมาปรับใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุด เพื่อให้ไทยสามารถยืนหยัดและเติบโตท่ามกลางกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลกในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างสง่างาม

นอกจากนี้ ในช่วงเริ่มต้นของการอบรม ยังได้มีช่วงที่อาจารย์หยาง ฉางเจียง จากสถาบันขงจื่อเส้นทางสายไหมทางทะเล (DPU) ปูพื้นฐานทักษะภาษาจีนให้แก่ผู้เข้าร่วมอบรม เพื่อสร้างความเข้าใจในรากฐานทางวัฒนธรรม อันเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้การเจรจาธุรกิจและการสานสัมพันธ์ไทย-จีนในอนาคตเป็นไปอย่างราบรื่นและยั่งยืน

- Advertisement -