ค้านประกาศสมุนไพร 13 ชนิด “สะเดา-ขมิ้นชัน-พริก” เป็นวัตถุอันตราย

45

โวยค้านหัวชนฝาหวั่นเจ้าหน้าที่ใช้หากิน เปรียบเหมือนตายายเก็บเห็ด “ประพัฒน์” ผวาขึ้นทะเบียน ยุ่งยาก ขู่ปลุกทั้งประเทศลุกฮือต้าน ด้านชาวสวนปาล์ม มึน กังขาสมุนไพรบริโภคทุกวันจะเป็นวัตถุอันตรายได้อย่างไร

วันที่ 13 กรกฎาคมนี้ เวลา 10.00 น. นางสาวมนัญญา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เป็นประธานการประชุมการกำหนดพืชสมุนไพร 13 ชนิด บรรจุเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่ 1 ในวงการคาดการณ์ ได้แก่ สะเดา, ตระไคร้หอม, ขมิ้นชัน, ชิงข่า, ดาวเรือง, สาบเสือ, กากเมล็ดชา,พริก, คื่นช่าย, ชุมเห็ดเทศ,ดองดึง และ หนอนตายหยาก

นายประพัฒน์ ปัญญาชาติรักษ์ สภาเกษตรกรแห่งชาติ เผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” กล่าวว่า ที่ผ่านมาเกษตรกรใช้กันอย่างเสรีกันอยู่แล้ว แต่ถ้าขึ้นเป็นวัตถุอันตรายชนิดที่1 จะต้องขออนุญาตหรือไม่ ถ้าเป็นอย่างนี้จะทำให้เกิดความยุ่งยาก รัฐมนตรีช่วยฯ จะต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วน ถ้าขึ้นแล้วทำให้การใช้งานสะดวกก็ขึ้นไปเถอะไม่มีใคร ว่า แต่ถ้าขึ้นทะเบียนแล้วยุ่งยาก ผมแนะนำว่าอย่าขึ้นเลย พอไม่สะดวกก็ไม่ใช้ เมื่อไม่มีทางเลือก จะทำให้มีปัญหาตามมายาวเป็นหางว่าว

“ผมก็ไม่เข้าใจว่าจะขึ้นทำไม เพราะชาวบ้านหมักสมุนไพรควบคุมแมลงกันอยู่แล้ว หน้าที่ของกรมวิชาการเกษตร และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ควรจะทำหน้าที่ไปวิจัยในสิ่งที่ทำอยู่ และใช้กันอยู่ ให้เป็นโมเดลงานวิจัยที่มีการรับรองในอนาคต ต่อไปหากจะมีคนอยากทำในเชิงการค้า แต่เวลานี้ก็ใช้กันอย่างเสรี ผมก็ปลูกสะเดาและยาสูบ หากมีการขึ้นทะเบียนจริง ผมก็จะชวนเกษตรกรทั้งประเทศลุกฮือต้านกันทั้งประเทศแน่นอน”

เช่นเดียวกับนายอุทัย สอนหลักทรัพย์ นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย กล่าวว่า การออกกฎหมายนี้มองว่าจะเป็นผลประโยชน์ของเจ้าหน้าที่ที่จะมารีดไถมาหากินกับชาวบ้านที่ยากจน ต่างประเทศกีดกันทางการค้าเรา “ลิงเก็บมะพร้าว” แล้วทำไมเราต้องมาออกกฎหมายบังคับกันเอง ผมค้านหัวชนฝา มาทำลายภูมิปัญญาชาวบ้าน แล้วทำไมต้องขึ้นทะเบียน จะนำเงินที่ไหนมาขึ้นทะเบียน และการติดต่อราชการเสียเงินทุกด่าน บางทีไปนั่งรอเป็นวันก็ไม่ได้ขึ้นทะเบียนเสียเวลาอีก เสียค่าใช้จ่าย ยอมรับว่ายังมีข้าราชการดีก็มีบ้าง แต่ไม่มาก

ด้านนายมนัส พุทธรัตน์ ประธานสมาพันธ์ชาวสวนปาล์มน้ำมันแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หากขึ้นขมิ้น เป็นวัตถุอันตราย ทางภาคใต้เดือดร้อนหนัก เป็นวิถีชีวิตที่ใช้รับประทานกันทั้งตระกูล มีมานานแล้วตั้งแต่บรรพบุรุษ แกงส้มก็ใส่ แกงกะทิก็ใส่ ข่าก็ต้องใส่ เป็นการช่วยกันดับกลิ่นคาว ทำให้สุขภาพดี หากเป็นวัตถุอันตราย จะมาใช้ในประเทศกันอย่างไร อย่างนี้ใครมีไว้ครอบครองก็ผิดกฎหมายหรือไม่

Credit : https://www.thansettakij.com/content/Macro_econ/441701

Credit : https://www.thairath.co.th/

- Advertisement -