วันอาทิตย์ 26 กรกฎาคม 2026
หน้าแรก การเมือง เปิดบันทึกกฤษฎีกา! ‘กรุงไทย’ พ้นสภาพ รสก. หลังกองทุนฟื้นฟูฯหุ้นใหญ่ไม่เป็น ‘องค์การของรัฐ’

เปิดบันทึกกฤษฎีกา! ‘กรุงไทย’ พ้นสภาพ รสก. หลังกองทุนฟื้นฟูฯหุ้นใหญ่ไม่เป็น ‘องค์การของรัฐ’

269

เปิดบึนทึกคำวินิจฉัย ‘กฤษฎีกา’ คณะพิเศษ ตีความ ‘กรุงไทย’ พ้นสภาพ ‘รัฐวิสาหกิจ’ หลังกองทุนฟื้นฟูฯผู้ถือหุ้นใหญ่ ไม่ได้เป็น ‘องค์การของรัฐ’ ด้าน ‘คลัง’ ระบุผลการตีความ ส่งผลให้ ‘พนักงาน-กรรมการ-ผู้บริหาร’ กรุงไทยฯ ไม่ต้องอยู่ภายใต้ ‘พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการฯ-พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์’

เมื่อวันที่ 3 พ.ย. สำนักข่าวอิศรา (www.isranews.org) รายงานว่า สำนักงานกฤษฎีกามีหนังสือบันทึกผลการพิจารณา เรื่อง สถานภาพของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ของคณะกรรมการกฤษฎีกา (คณะพิเศษ) ที่มีนายพนัส สิมะเสถียร เป็นประธาน หลังจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ) มีหนังสือขอหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาในประเด็นกฎหมาย 3 ประเด็น

ประเด็นที่ 1 กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯและธนาคารกรุงไทย ซึ่งกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯถือหุ้นมากกว่า 50% มีสถานภาพเป็นรัฐวิสาหกิจหรือหน่วยงานของรัฐประเภทอื่นตามมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 หรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกาเห็นว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯไม่ได้เป็นรัฐวิสาหกิจตามมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561

ทั้งนี้ เนื่องจากกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจัดตั้งโดยวัตถุประสงค์เพื่อแก้ไขปัญหาของสถาบันการเงินที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤติการณ์ทางการเงิน และสร้างความมั่นคงและเสถียรภาพให้กับระบบสถาบันการเงิน โดยมิได้มีลักษณะเป็นการประกอบวิสาหกิจหรือกิจการเชิงพาณิชย์เช่นเดียวกับรัฐวิสาหกิจอื่นๆ

ดังนั้น กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจึงไม่เป็นองค์การของรัฐบาลตามกฎหมายว่าด้วยการจัดตั้งองค์การของรัฐบาล ไม่เป็นกิจการของรัฐซึ่งมีกฎหมายจัดตั้งขึ้น และไม่เป็นหน่วยธุรกิจที่รัฐบาลเป็นเจ้าของ

ประกอบกับกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯได้ตั้งขึ้นในธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และเป็นงานฝ่ายหนึ่งของธปท. เมื่อมาตรา 5 แห่งพ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 ซึ่งมีการแก้ไขเพิ่มเติมโดยพ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย (ฉบับที่ 4) พ.ศ.2551 กำหนดให้ธปท.มีฐานะเป็นหน่วยงานของรัฐที่ไม่เป็นส่วนราชการ หรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าวิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจึงมีสถานภาพเดียวกับธปท.

ส่วนประเด็นที่ว่า กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจะเข้าลักษณะเป็นหน่วยงานของรัฐประเภทอื่น ตามมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 ได้หรือไม่ คณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า เมื่อการดำเนินกิจการกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ และเงินที่ได้รับจัดสรรมาจากเงินสำรองของธปท. โดยไม่มีข้อกำหนดให้กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯได้รับเงินงบประมาณรายจ่าย หรือเงินอุดหนุนจากงบประมาณแต่อย่างใด

ดังนั้น กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจึงไม่เป็นหน่วยรับงบประมาณ และไม่อยู่ในความหมายของ ‘หน่วยงานรัฐ’ ไม่ว่าประเภทใดตามบทนิยามในมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561

สำหรับปัญหาเกี่ยวกับสถานะของธนาคารกรุงไทย ว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ หรือไม่นั้น คณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า เมื่อปรากฏข้อเท็จจริงว่า ธนาคารกรุงไทย เป็นบริษัทมหาชนจำกัดที่จัดตั้งตามพ.ร.บ.บริษัทมหาชน จำกัด พ.ศ.2535 โดยมีกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯถือหุ้นคิดเป็น 55.07% ของหุ้นทั้งหมด เมื่อกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ไม่เป็นส่วนราชการ และไม่เป็นรัฐวิสาหกิจ

ดังนั้น ธนาคารกรุงไทย จึงไม่มีลักษณะเป็นบริษัท หรือบริษัทมหาชนจำกัดที่เป็นรัฐวิสาหกิจตามบทนิยามคำว่า ‘รัฐวิสาหกิจ’ ในมาตรา 4 แห่งพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากคำว่า ‘รัฐวิสาหกิจ’ ปรากฏอยู่ในกฎหมายหลายฉบับ ดังนั้น การจะพิจารณาว่าหน่วยงานใดเป็นรัฐวิสาหกิจหรือไม่นั้น จะต้องพิจารณาตามที่กฎหมายแต่ละฉบับกำหนด ส่วนความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกล่าวนั้น เป็นการพิจารณาความเป็นรัฐวิสาหกิจตามพ.ร.บ.วิธีการงบประมาณ พ.ศ.2561 เท่านั้น

ประเด็นที่ 2 กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ และธนาคารกรุงไทย อยู่ภายใต้บังคับแห่งพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 หรือไม่อย่างไร คณะกรรมการกฤษฎีกา ไม่พิจารณาให้ความเห็นในประเด็นนี้ เนื่องจากเป็นอำนาจของคณะกรรมการป.ป.ช.ในการพิจารณา

ประเด็นที่ 3 หากสถานภาพของกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ หรือธนาคารกรุงไทย เปลี่ยนแปลงไปจากที่คณะกรรมการกฤษฎีกามีคำวินิจฉัยว่าเป็นรัฐวิสาหกิจ กองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจะมอบอำนาจหรือมอบฉันทะให้กระทรวงการคลังใช้สิทธิออกเสียงในที่ประชุมผู้ถือหุ้นของธนาคารกรุงไทย แทนกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯ ตามที่กระทรวงการคลังร้องขอ และกระทรวงการคลังจะกำกับดูแลธนาคารกรุงไทย ได้หรือไม่ เพียงใดนั้น

คณะกรรมการกฤษฎีกา เห็นว่า เมื่อกองทุนเพื่อการฟื้นฟูฯจัดตั้งขึ้นตามพ.ร.บ.ธนาคารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2485 และมีระเบียบที่คณะกรรมการกองทุนกำหมดขึ้น การมอบอำนาจหรือการมอบฉันทะให้กระทรวงการคลังเป็นผู้รับมอบ ย่อมจะต้องเป็นไปตามที่คณะกรรมการจัดการกองทุนกำหนด และต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในพ.ร.บ.บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ.2535 และกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

ส่วนปัญหาที่ว่ากระทรวงการคลังจะกำกับดูแลธนาคารกรุงไทย หรือไม่นั้น เมื่อธนาคารกรุงไทยเป็นบริษัทมหาชนจำกัด การดำเนินกิจการและการกำกับดูและธนาคารกรุงไทย ย่อมต้องดำเนินการตามกลไกคณะกรรมการบริษัท และที่ประชุมผุ้ถือหุ้นตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยบริษัทมหาชนจำกัด

นายประภาศ คงเอียด ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวกับสำนักข่าวอิศรา ว่า จากคำวินิจฉัยของคณะกรรมการกฤษฎีกาดังกล่าว ทำให้ธนาคารกรุงไทยไม่ต้องอยู่ภายใต้พ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการและพนักงานรัฐวิสาหกิจ และพ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์แล้ว ส่งผลให้ทำให้พนักงานของธนาคารฯที่เดิมอยู่ภายใต้พ.ร.บ.แรงงานรัฐวิสาหกิจสัมพันธ์ จะต้องอยู่ภายใต้พ.ร.บ.แรงงานสัมพันธ์ พ.ศ.2543 แทน

ส่วนกรรมการธนาคารกรุงไทย ซึ่งตามพ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการ กำหนดให้มีอายุไม่เกิน 65 ปีนั้น ต่อไปก็ไม่จำเป็นต้องเป็นไปตามนั้นแล้วก็ได้ เช่นเดียวกับการสรรหาผู้บริหารสูงสุด ซึ่งอาจมีวิธีการสรรหาเป็นอย่างอื่น โดยไม่ต้องทำปฏิบัติตามพ.ร.บ.คุณสมบัติมาตรฐานสำหรับกรรมการฯ

Credit : https://www.isranews.org/article/isranews-news/93227-ktb-Law-state-enterprise-krisdika-news-new.html

- Advertisement -