ผลิตภัณฑ์เพื่อเกษตรยั่งยืนของ TPIPL นวัตกรรม “3 เซียน” ปุ๋ยน้ำ – ปุ๋ยเม็ด – ปุ๋ยผง

30

ในวงจรของเกษตรออร์แกนิกหรือเกษตรชีวภาพ ซึ่งเป็นไปตามแนวทางการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอย่างแท้จริงแล้ว บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เป็นบริษัทที่มีผลิตภัณฑ์ด้านปุ๋ยอินทรีย์มากที่สุด ด้วยโรงงานผลิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และที่สำคัญคือผลิตภัณฑ์ด้านการเกษตรของ TPIPL ไม่ได้ขีดเส้นไว้แต่คำว่า “ปุ๋ย” เท่านั้น หากแต่ครอบคลุมไปถึงผลิตภัณฑ์ปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อช่วยให้เกษตรกรสามารถทำเกษตรกรรมอย่างยั่งยืน แตกต่างกับการใช้สารเคมีเกษตร ที่มีราคาแพง แถมยังสร้างผลกระทบต่อสุขภาพของเกษตรกรและผู้บริโภคอีกด้วย

“เกษตรกรมักจะคิดว่า การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ในประเทศไทย มันคือของเก่า รูปแบบเก่า แต่ความจริงแล้ว ปุ๋ยทีพีไอไม่ใช่ปุ๋ยอินทรีย์ธรรมดา ปุ๋ยของเราถือเป็นนวัตกรรมใหม่ ที่เรียกว่าชีวะอินทรีย์ สำหรับบำรุงรักษาพืชทุกชนิด ทั้งในอดีต ปัจจุบันและอนาคต”

อาจารย์กล้าพันธุ์ เหงากุล ที่ปรึกษาด้านเกษตรอินทรีย์ บริษัท ทีพีไอชีวะอินทรีย์ จำกัด หนึ่งในกลุ่ม บริษัท ทีพีไอ โพลีน จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า การที่จะทำให้ผลิตผลการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นไม้ดอก ไม้ผล ข้าว อ้อย ข้าวโพด มันสำปะหลัง และพืชเศรษฐกิจอื่นๆ  เจริญงอกงามได้นั้น จริงๆ แล้ว ไม่ใช่เรื่องของการให้ปุ๋ยแต่เพียงอย่างเดียว ถ้าองค์ประกอบของดินดี เมล็ดพันธุ์ดี การบริหารจัดการดี ปุ๋ยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรเลย แต่ที่ผ่านมาเกษตรกรส่วนหนึ่งถูกฝังหัวด้วยข้อมูลซ้ำๆ ว่า ควรจะปลูกพืชอะไร ควรจะใช้ปุ๋ยอะไร ประเภทไหน จึงจะทำให้ได้รับผลผลิตสูง ทำให้เกษตรกรบางรายลงทุนลงทำการเกษตรด้วยปุ๋ยเคมี แต่เมื่อทำไปแล้ว ไม่มีผลกำไร  เพราะค่าปุ๋ยเคมีแพงมาก เพราะฉะนั้นทีพีไอจะบอกกับพี่น้องเกษตรกรว่า นอกจากเรื่องปุ๋ยแล้ว ยังมีเรื่องของการปรับปรุง บำรุงดิน ที่เป็นมิตรต่อเกษตรกรและสิ่งแวดล้อมด้วย

อาจารย์กล้าพันธุ์ เหงากุล ที่ปรึกษาด้านเกษตรอินทรีย์ บริษัท ทีพีไอชีวะอินทรีย์ จำกัด

เนื่องจากที่ผ่านมา กว่าครึ่งศตวรรษ พี่น้องเกษตรกรของเรานิยมใช้ปุ๋ยเคมี และใช้สารเคมีที่เป็นยาปราบสัตรูพืช หวังว่าใช้แล้วพืชจะงอกงาม ให้ผลผลิตสูง แต่ว่าใส่มา 50-60 ปีแล้ว กลายเป็นว่า ความสมบูรณ์ของดินแย่ลงไปเรื่อยๆ เนื่องจากดินมีสภาพเป็นกรด เป็นด่าง แข็งกระด้าง ด้วยเหตุนี้ทีพีไอจะพยามแนะนำว่า ให้นำเอาผลิตภัณฑ์บำรุงดินของทีพีไอ ซึ่งไม่ได้จำกัดอยู่แค่คำว่าปุ๋ย เข้าไปใช้ในการบริหารจัดการพืช ซึ่งมันจะทำให้การเกษตรทั้งระบบดีขึ้น นอกจากนี้ปุ๋ยของทีพีไอ ก็มีจุลินทรีย์หรืออินทรีย์วัตถุ ที่ช่วยทำให้สภาพดินดีขึ้นอีกด้วย

“ปุ๋ยเคมีที่เกษตรกรของเราใช้กันอยู่ทุกวันนี้ มีราคาแพงมากและเกือบทั้งหมดจะนำเข้ามาจากต่างประเทศ สำคัญคือตัวเลขบ่งชี้ชัดว่า ประเทศเพื่อนบ้านของเรา ไม่ว่าจะเป็น เมียนมา ลาว กัมพูชา เวียดนาม เขาใช้ปุ๋ยเคมีน้อยกว่าเราเยอะ แต่ทำไมผลผลิตของเขาจึงมีมากกว่าเรา อันนี้มองไปที่ข้าว ซึ่งเป็นพืชเกษตรสำคัญ แสดงว่าความจริงแล้ว การใช้ปุ๋ยเคมี ไม่ได้ตอบโจทย์ทั้งหมดของการเจริญเติบโตของพืช แต่ความสำคัญอยู่ที่การบำรุงดินหรือการปรับสภาพดินให้ดีขึ้น จึงเป็นที่มาของผลิตภัณฑ์อาหารพืชของทีพีไอ ซึ่งได้แก่ปุ๋ยและสารปรับสภาพดิน”

อาจารย์กล้าพันธุ์ กล่าวอีกว่า ผลิตภัณฑ์ปุ๋ยอินทรีย์ของ TPIPL มี 3 ประเภทหลัก ได้แก่ ปุ๋ยน้ำ ปุ๋ยเม็ด และปุ๋ยผง ซึ่งผลิตภัณฑ์ปุ๋ยที่มีค่อนข้างหลากหลายมาก เพื่อให้เกษตรกรสามารถที่จะนำปุ๋ยชนิดต่างๆ ไปใช้ร่วมกับอุปกรณ์สมัยใหม่ได้ ทั้งเครื่องหยอดเมล็ดและเครื่องพ่นปุ๋ย ซึ่งในส่วนของปุ๋ยน้ำของ TPIPL จะแยกออกเป็น 3 ประเภท หรือที่เรียกว่า 3 เซียน คือ ปุ๋ยเขียว ปุ๋ยม่วงและน้ำส้มควันไม้ ซึ่งทำให้มีความหลากหลายในการใช้งาน

โดยก่อนหน้านั้น ปุ๋ยน้ำของ TPI แยกเป็น ปุ๋ยม่วงใช้ฉีดใบ ปุ๋ยเขียวฉีดพ่นลงดินหรือใช้หมักฟาง ส่วนน้ำส้มควันไม้ใช้ไล่แมลง แต่ปัจจุบันเกษตรกรสามารถผสมใช้ได้เลยทั้ง 3 อย่าง โดยต้องนำมาละลายหรือผสมกับน้ำก่อน ทำให้ 3 เซียนของ TPI กลายเป็นนวัตกรรมที่โดดเด่นมาก เพราะเมื่อนำมาฉีดใบ ฉีดต้น และตกลงไปในดิน ก็จะเป็นประโยชน์กับพืชได้ทั้งหมด นี้คือความโดดเด่นที่ปุ๋ยเคมีทำไม่ได้ เพราะปุ๋ยเคมีทำได้เพียงให้ธาตุอาหาร เพื่อช่วยให้เติบโต แถมยังต้องใช้ในปริมาณที่เพิ่มขึ้นตลอด แต่ 3 เซียน TPI เมื่อซึมลงไปในดินแล้ว จะทำให้ดินมีสภาพดีขึ้น ซึ่งกรณีนี้ปุ๋ยเคมีทำไม่ได้

ทั้งนี้ เพราะสิ่งที่มีชีวิตที่อยู่ในปุ๋ยอินทรีย์ทีพีไอ ไม่ว่าจะเป็นปุ๋ยเขียว ปุ๋ยม่วง หรือน้ำส้มควันไม้ สามารถเคลื่อนที่ได้ รากพืชแม้จะอยู่นิ่งๆ แต่ด้วยจุลินทรีย์ที่เติบโตจะเดินไปหาถึงราก รากก็จะสามารถที่จะเก็บกินได้ และสามารถย่อยปุ๋ยที่ติดค้างอยู่ในดินได้ทั้งหมด ต่างกับปุ๋ยเคมีอย่างสิ้นเชิง เพราะตราบใดที่รากยื่นเข้าไปไม่ถึงตัวเนื้อปุ๋ย พืชจะดูดกินไม่ได้ และเมื่อตกค้างอยู่ในดินนานเข้า จะทำให้ดินมีสภาพเป็นกรด เป็นด่าง ทำให้ดินแข็ง ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการปรับปรุงดินใหม่

“ส่วนปุ๋ยถ้ำค้างคาวของทีพีไอ มี 2 แบบ คือแบบผงกับแบบเม็ด เหตุที่ต้องทำ 2 แบบ เพราะเรามุ่งมั่นที่จะช่วยเกษตรกร คือปุ๋ยผงจะมีราคาถูก เพราะไม่ต้องนำไปเข้ากระบวนการปั้นให้เป็นเม็ด ประสิทธิผลที่จะเข้าสู่ลำต้นก็จะเร็วกว่าแบบเม็ด ซึ่งส่วนใหญ่ผู้ที่ใช้ปุ๋ยของเราเป็นประจำอยู่แล้ว ชอบจะใช้แบบปุ๋ยผงมากกว่า เพราะมันประหยัดไปได้เยอะ ตันหนึ่งก็ถูกกว่าหลายร้อยบาท แต่สำหรับเกษตรกรทั่วไปชอบใช้ปุ๋ยเม็ดๆ เพราะการให้ปุ๋ยในแปลงเกษตรทำได้ง่ายกว่า และอาจจะเป็นด้วยความเคยชินเดิมๆ ของเกษตรกรด้วย ซึ่งก็แล้วแต่ความถนัดของแต่ละคน แต่ถ้าเทียบราคาปุ๋ยถ้ำค้างคาวของเรา กับปุ๋ยเคมีเม็ด ราคาต่างกันมาก ไม่ต่ำกว่า 3 เท่าตัว ขณะที่ประสิทธิภาพของเราสู้ได้สบาย” อาจารย์กล้าพันธุ์ กล่าว

- Advertisement -