การแก้จนของจีน : มุมมองของท่านพิริยะ เข็มพล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีน

160

การประชุมคณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภา ครั้งที่ ๕/๒๕๖๖ (ครั้งที่ ๑๓๓) วันจันทร์ที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๖ ณ ห้องประชุมกรรมาธิการ CA 326 ชั้น ๔ อาคารรัฐสภา (สว.)

คณะกรรมาธิการการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำ วุฒิสภาได้เรียนเชิญท่านพิริยะ เข็มพล อดีตเอกอัครราชทูตไทยประจำสาธารณรัฐประชาชนจีนมาแลกเปลี่ยนความเห็นและประสบการณ์เรื่องการแก้จนของประเทศจีน

ประเด็นที่ 1 : ความเป็นมาของการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในสาธารณรัฐประชาชนจีน

สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ประกาศชัยชนะอย่างเด็ดขาดกับการแก้ไขปัญหาความยากจนเมื่อปี 2021 และเดือนกรกฎาคมปีเดียวกันเป็นวาระครบรอบ 100 ปีของพรรคคอมมิวนิสต์จีนด้วย

โดยที่รัฐบาลจีนได้ประกาศว่าสามารถขจัดความยากจนให้ออกไปจากประเทศจีนได้แล้ว สำหรับเกณฑ์ที่จีนใช้กำหนดความยากจนเป็นการกำหนดขึ้นตามความเหมาะสมของประเทศจีน ซึ่งไม่ใช่มาตรฐานของประเทศตะวันตก เกณฑ์ที่กำหนดความยากจนของประเทศจีนอยู่ที่ต้องมีรายได้ประมาณ 1.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อคนต่อวัน และในขณะนี้ รัฐบาลจีนประกาศว่าไม่มีคนจีนที่มีรายได้ต่ำกว่านี้อีกแล้ว

นโยบายของพรรคคอมมิวนิสต์จีนคือการต่อสู้กับปัญหาความยากจนของสังคมจีนมาโดยตลอด ในระยะเริ่มต้น รัฐบาลจีนเน้นการแก้ปัญหาที่ชนบทที่เรียกว่ายุคฟื้นฟูชนบท โดยเป็นการแก้ไขปัญหาความยากจน และเป็นการพัฒนาท้องถิ่นให้มีความเจริญรุ่งเรือง และปรับลดความเหลื่อมล้ำไม่ให้คนจนต้องกลับมายากจนอีก

ท่านพิริยะ เข็มพลเห็นว่าการที่คณะกรรมาธิการฯ จะเดินทางไปที่ ประเทศจีนจะได้เห็นด้วยตาของตนเองว่าชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนจีนเป็นอย่างไร ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับการเรียนรู้เพื่อนำกลับมาใช้ในประเทศไทยเป็นอย่างมาก

สำหรับมณฑลยูนานในเขตกว่างสีจ้วงนั้น หมู่บ้านยังมีปัญหาเรื่องสิ่งแวดล้อมอยู่บ้าง แต่สภาพแวดล้อม โดยทั่วไปสวยงาม มีภูเขาและลำน้ำที่สวยงาม รัฐบาลจีนได้ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมากเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ดังกล่าว โดยการเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมต่างๆให้มีความสะดวกมากยิ่งขึ้น มีรถไฟฟ้าความเร็วสูงเชื่อมโยงเมืองต่างๆ ทำให้มณฑลยูนานมีความเจริญเกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว สำหรับมณฑลยุนนาน มีความน่าสนใจมากตรงที่มีสภาพภูมิประเทศ อากาศและวัฒนธรรมประเพณี คล้ายคลึงกับประเทศไทยเป็นอย่างมาก ตลอดจนถึงขนาดของจำนวนประชากร และเชื้อชาติด้วย

สำหรับมณฑลคุนหมิงและมณฑลกว่างซีจ้วงเป็นมณฑลที่มีชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก และเป็นมณฑลที่มีความโดดเด่นเป็นพิเศษคือ รัฐบาลจีนให้ความสำคัญเรื่องโลจิสติกส์โดยเฉพาะ

คุนหมิงจะมีเส้นทางเชื่อมโยงรถไฟความเร็วสูง ซึ่งเส้นทางบกเชื่อมไปถึงอำเภอเชียงของ จังหวัดเชียงรายและเชื่อมไปถึงจังหวัดหนองคายด้วย นับว่าเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าที่สำคัญ แม้ว่าขณะนี้เส้นทางดังกล่าวยังไม่ได้มาถึงกรุงเทพฯ แต่มีแนวโน้มที่คนจีนจะเดินทางจากคุนหมิง ผ่านลาวและเข้าไทย _ ด ด พซึ่งจะส่งผลดีกับคนในพื้นที่ภาคอีสานของไทยที่จะมีโอกาสรองรับคนจีนจากเมืองคุนหมิง ที่มีรายได้สูงพอสมควรเมื่อเทียบกับผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศไทย พูดอีกอย่างหนึ่งคือเป็นกลุ่มชาวจีนที่มีกำลังซื้อสูงพอประมาณ

สำหรับสินค้าไทยจะต้องส่งผ่านไปยังลาว แล้วจึงไปยังจีน นอกจากนี้เส้นทางจากคุนหมิงจะเชื่อมต่อไปยังฉงชิ่ง ไปซีอาน และข้ามไปยังยุโรป อีกด้วย ซึ่งจะส่งผลให้การส่งสินค้าไทยไปต่างประเทศในอนาคตได้ง่ายและมากขึ้น ดังนั้น ถ้าหากไทยสามารถเชื่อมต่อเส้นทางจากจีนถึงแหลมฉบังได้ จะทำให้การส่งสินค้า จากไทยไปต่างประเทศได้มากขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์ การค้าสำคัญทางบกระหว่างไทยกับจีน ในกรณีที่เส้นทางเรือของจีนถูกปิดลงจากสาเหตุประการใดก็ตาม

สำหรับกว่างซีจ้วง อ่าวเป่ยปู้เป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญของจีน เพราะมีท่าเรือ 3-4 แห่ง ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นจุดรับสินค้าจากเวียดนามและไทย และสามารถขนถ่ายสินค้าไปทางบกได้ด้วยเช่นเดียวกัน

นอกจากนี้ ยังเป็นเส้นทางขนส่งผลไม้จากเวียดนามเข้าไปยังจีน และรัฐบาลจีนให้สิทธิประโยชน์กับประชาชนเวียดนามในการส่งออกโดยไม่ต้องเสียภาษี ซึ่งช่วยให้เวียดนามสามารถส่งผลไม้เข้าสู่ตลาดของจีนได้มาก โดยเฉพาะทุเรียนจากไทย ในอนาคตจะมีการพัฒนาเส้นทางนี้ไปถึงจังหวัดหนองคายด้วย

ประเด็นที่ 2 : เป้าหมายและวิธีการแก้ปัญหาความยากจนของจีนที่ทำให้ประสบความสำเร็จ

ภายหลังจากประธานาธิบดีสีจิ้นผิงเข้าบริหารประเทศในสมัยที่สองได้ มีการใช้นโยบายและมาตรการที่สำคัญๆ อย่างมีประสิทธิผลเกิดขึ้น

ในอดีตการแก้ไขปัญหาความยากจนของจีน เริ่มต้นตั้งแต่การก่อตั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีน และเมื่อการ สถาปนาระบอบการปกครองแบบคอมมิวนิสต์ขึ้นแล้ว นโยบายแก้ปัญหาความยากจนยังคงถือว่าเป็นนโยบายที่สำคัญที่สุดของพรรคคอมมิวนิสต์จีนเรื่อยมา นับตั้งแต่สมัยของประธานเหมาเจ๋อตุง แต่ในระยะเริ่มต้นจีนยังไม่สามารถแก้ปัญหาความยากจนให้ตกไปได้

จนกระทั่งถึงยุคของเติ้งเสี่ยวผิง ที่มีการใช้ระบบเศรษฐกิจตลาดหรือเศรษฐกิจทุนนิยม หรือการใช้กลไกราคาตลาดเข้ามากระตุ้นการลงทุนของภาคเอกชนแทนที่การลงทุนของภาครัฐแบบเดิม จีนได้เปิดประเทศให้มีการลงทุนจากภายนอกประเทศโดยรัฐบาลขณะนั้นมีความคาดหวังว่าจะให้มีคนกลุ่มหนึ่งร่ำรวยขึ้นก่อน แล้วให้คนกลุ่มนั้นมาช่วยเหลือคนที่ยากจน ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ของระบบทุนนิยมที่เรียกกันว่า “trikle down effect”

จีนอนุญาตให้มีความร่ำรวยเฉพาะกลุ่มมากยิ่งขึ้น โดยเริ่มที่ฝั่งตะวันออกของประเทศก่อน และให้มณฑลอื่นๆ ที่อยู่ลึกเข้าไปค่อยดำเนินการในภายหลัง หลังจากที่ฝั่งตะวันออกมีความเจริญแล้ว แต่เมื่อดำเนินการไปแล้วระยะหนึ่งปรากฏว่าความคาดหวังตั้งแต่ต้นนั้นไม่เป็นไปอย่างที่คาดคิดไว้ คือไม่เป็นไปตามทฤษฎี เศรษฐศาสตร์ทุนนิยมที่เชื่อว่า เมื่อมีการพัฒนาเศรษฐกิจทุนนิยมไประยะหนึ่ง ความร่ำรวย หรือความมั่นคั่ง จะค่อยๆ ไหลไปสู่คนจนเอง เพราะปรากฏว่ามณฑลที่รวย ก็รวยมาก ไม่ว่าจะเป็นเซี่ยงไฮ้ กวางตุ้ง แต่มณฑลเล็กๆ ไม่ว่าจะเป็นซีอาน คุนหมิงกลับไม่ได้มีความมั่งคั่งขึ้นแต่อย่างใด

ความพยายามของรัฐบาลจีนที่จะแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ
อย่างรุนแรงเริ่มต้นจากประธานาธิบดี หูจิ่นเทา โดยรัฐบาลได้ลงไปแก้ไขให้ชนชั้นล่างได้รับโอกาสและมีรายได้เพิ่มขึ้น

แต่จุดเปลี่ยนที่สำคัญด้านนโยบายแก้ปัญหาความยากจนเกิดขึ้นในสมัย ประธานาธิบดี สีจิ้นผิง โดยได้มีการพุ่งเป้าไปที่การแก้ปัญหาคอร์รัปชั่นโดยเฉพาะกับกลุ่มข้าราชการที่เป็นเจ้าหน้าที่ของพรรคคอมมิวนิสต์ที่ร่ำรวยกันมากเป็นพิเศษ

ประธานนาธิบดีสีประกาศใช้มาตรการจัดการกับผู้บริหารระดับสูงจนถึงผู้บริหารระดับล่างที่คอรัปชั่นอย่างไมีไว้หน้า ที่เรียกกันว่า “ตีทั้งเสือและแมลงวัน” คือจัดการกับคนทุจริตโดยไม่มีการยกเว้นไม่ว่าจะมีอำนาจมากหรือน้อย

นโยบายปราบปรามการคอร์รัปชั่นของสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ถือเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญในการแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำของจีนที่มีประสิทธิภาพและมีประสิทธิผลเป็นอย่างยิ่ง

รัฐบาลจีนได้มีการทำสถิติไว้คร่าวๆ ว่า มีผู้กระทำความผิดจากการคอร์รัปชั่นประมาณหนึ่งล้านคน (ตัวเลขที่ไม่เป็นทางการอาจสูงถึง 3-4 ล้านคน) ซึ่งในที่นี้รวมถึงนักธุรกิจขนาดใหญ่ด้วย การเริ่มต้นปราบปรามการคอร์รัปชั่นเป็นการเริ่มต้นที่ถูกจุด เพราะว่างบประมาณหรือการดำเนินการต่างๆ ของรัฐบาลไม่สามารถที่จะทะลุทะลวงไปถึงระดับล่างได้ เพราะเงินส่วนเกินของงบประมาณจะไปตกอยู่กับผู้ที่มีอำนาจในระบบราชการเท่านั้น

ในปี 2017 อันเป็นปีที่สองของการบริหารประเทศของประธานาธิบดีสีจิ้นผิง ได้มีการประกาศให้ความยากจนต้องหมดไปจากประเทศจีนในปี 2021 ให้ได้ ทำให้สหรัฐวิตกกังวลกับโมเดลการปกครองของจีนเป็นอย่างมาก เนื่องจากเป็นรูปแบบการปกครองที่สามารถกวาดล้างและขจัดการทุจริตออกไปได้ รวมทั้งยังแก้ปัญหาความยากจนได้จริง

สำหรับการแก้ไขปัญหาความยากจนนั้น ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ต้องมาดำเนินการร่วมมือกัน โดยผ่านกลไกของพรรคคอมมิวนิสต์ โดยพรรคฯมอบหมายให้รองประธานาธิบดีเป็นประธาน และรัฐมนตรีต่างๆที่เกี่ยวข้องกับความยากจนเข้าร่วมกันเป็นคณะกรรมการ โดยมีสำนักงานใหญ่อยู่ที่กรุงปักกิ่ง ซึ่งจะมีการออกนโยบายต่างๆ อย่างสม่ำเสมอ และกระจายไปยังมณฑลต่างๆ โดยให้แต่ละมณฑลนำรูปแบบการบริหารจัดการแบบเดียวกันนี้ลงไปดำเนินการอย่างเป็นระบบ หากมณฑลใดมิได้มีการดำเนินการนโยบายเรื่องนี้อย่างจริงจังจะมีบทลงโทษกำหนดไว้ค่อนข้างรุนแรง

สำหรับการแก้ไขความยากจนรัฐบาลจีนใช้เงินในจำนวนที่สูงคือคิดเป็นร้อยละ 66 ของงบประมาณทั้งหมด ส่วนอีกร้อยละ 34 เป็นงบประมาณของท้องถิ่นที่ดำเนินการด้วยตนเอง การที่รัฐบาลไม่ได้ให้เงินไปทั้งหมด ก็เนื่องจากรัฐบาลกลางให้อำนาจรัฐบาลท้องถิ่นของแต่ละมณฑลสามารถใช้ประโยชน์จากที่ดินของตัวเองได้ รัฐบาลไฟเขียวให้ท้องถิ่นสามารถทำการกู้เงินเพิ่มเติมได้ด้วย รวมทั้งพรรคคอมมิวนิสต์จีนยังได้ระดมภาคเอกชนจำนวน 10,000 บริษัท ช่วยเหลือ 10,000 หมู่บ้าน ทำให้หลายมณฑลมีผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศสูงเป็นอันดับ 1 เช่น มณฑลเจ้อเจียง หรือมณฑลกวางตุ้ง ซึ่งถือว่า เป็นมณฑลที่มีคนรวยมาก มณฑลกวางตุ้งต้องส่งเจ้าหน้าที่ไปเป็นบ้านพี่เมืองน้องกับอีกเมืองหนึ่ง คือไปช่วยงานในมณฑลยูนนานในการวางแผนแก้ปัญหาความยากจน และข้าราชการที่ลงพื้นที่จะได้รับความดีความชอบเป็นพิเศษ

เดือนกรกฎาคมปี 2021 รัฐบาลจีนประกาศว่าคนจนในระดับรายได้ 1.25 ดอลลาร์สหรัฐต่อวันต่อคนหมดไปแล้วจากประเทศจีน แตจีนโชคร้ายต้องเจอสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 2019 ก่อนที่จะประกาศชัยชนะจากการพ้นความยากจน สถานการณ์ดังกล่าวไม่มีตัวเลขที่แน่ชัดว่าความเสียหายที่เกิดขึ้นเป็นจำนวนมากน้อยเท่าใด

นอกจากนี้สถานการณ์วิกฤติด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ผิดนัดไม่สามารถชำระหนี้ได้ ได้ส่งผลกระทบต่อคนจีนส่วนใหญ่ด้วยเช่นเดียวกัน เพราะเศรษฐกิจของจีนมีความเกี่ยวข้องกับภาคอสังหาริมทรัพย์เป็นพิเศษ วิกฤตการณ์ด้านอสังหาริมทรัพย์ทำให้การเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่รัฐบาลกำหนดไว้ สำหรับการเปิดประเทศหลังสถานการณ์โควิดน่าจะทำให้เศรษฐกิจเจริญเติบโตได้ในราวร้อยละ 5 ต่อปี

ประเด็นที่ 3 : แนวทางและปัจจัยที่ส่งผลให้การแก้ปัญหาความยากจนและลดความเหลื่อมล้ำในสาธารณรัฐประชาชนจีนเกิดผลสำเร็จ

ในการดำเนินการแก้ไขปัญหาความยากจนจำเป็นต้องมีหลักการและแนวคิดของตนเอง โดยจะต้องมีแกนกลาง และจะต้องมีหน่วยงานที่จะต้องรับผิดชอบ ซึ่งรัฐบาลจะต้องมีกลไกในการเข้าไปดูแล มีการกำหนดตัวชี้วัด ซึ่งจีนต้องใช้ระยะเวลา 2 ปีในการเก็บรวบรวมข้อมูล นอกจากนี้ รัฐบาลยังต้องส่งข้าราชการลงไปในพื้นที่เพื่อดำเนินการแก้ไขปัญหา กล่าวได้ว่ารัฐบาลจีนเอาจริงเอาจังกับเรื่องการคอร์รัปชั่นเป็นอย่างมาก โดยมีสมาชิกพรรคคอมมิวนิสต์ระดับสูงผู้หนึ่งถูกจับตัวไป แล้วรัฐบาลได้นำพยานหลักฐานให้ดู จนบุคคลผู้นั้นต้องยอมจำนนต่อหลักฐาน จากนั้นจึงนำตัวบุคคลผู้นั้นมาสารภาพต่อสาธารณชน ซึ่งในการดำเนินการปราบปรามคอร์รัปชั่นนั้น รัฐบาลได้มีการเก็บข้อมูลต่างๆ ไม่ว่าข้อมูลด้านการเงิน การใช้โทรศัพท์ติดต่อกัน เป็นต้น โดยรัฐบาลได้มีการนำเอาเทคโนโลยีสมัยใหม่มาใช้ ซึ่งข้อมูลต่างๆ ข้างต้นรัฐบาลรับทราบหมด เพราะระบบเศรษฐกิจของจีนไม่นิยมใช้เงินสด หากแต่ใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมด จึงช่วยให้การติดตามข้อมูลต่างๆ เป็นไปได้ง่าย

จากการดำเนินการของรัฐบาลจีนทำให้ข้าราชการทุกระดับเกิดความหวาดกลัว เพราะแม้กระทั่งข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ที่เป็นสมาชิกพรรคระดับสูง ถึงขั้นสมาชิกของคณะกรรมการกรมการเมือง ซึ่งเป็นสมาชิกหนึ่งในเจ็ดของบุคคลที่มีอำนาจสูงสุดในประเทศจีน รวมทั้งนักธุรกิจใหญ่ของประเทศยังสามารถถูกจับในข้อหาคอร์รัปชั่นได้ เสียแล้ว จึงไม่มีใครที่คอร์รัปชั่นแล้วจะรอดพ้นจากสายตาของรัฐบาลได้

 

- Advertisement -